สช.มธ. จับมือพัฒนาวิชาการ ‘สิทธิและหน้าที่ด้านสุขภาพ” ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ | สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ Skip to main content

   สช. ลงนามบันทึกความตกลงกับ มธ. สานต่อการพัฒนาวิชาการหมวดสิทธิและหน้าที่ด้านสุขภาพตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน อาทิ สิทธิการทำหนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาพยาบาล และการคุ้มครองข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคล ด้าน อธิบการบดี มธ. เผยทุ่มงบ ๒๕๐ ล้านบาท สร้างศูนย์ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย หวังให้จากไปอย่างสงบ สอดคล้องกับ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติฯ คาดแล้วเสร็จอีก ๒ ปีข้างหน้า
 
   เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๙ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือตาม โครงการความร่วมมือทางวิชาการด้านสิทธิและหน้าที่ด้านสุขภาพ ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นระยะเวลา ๓ ปี ณ ห้องจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มธ. ท่าพระจันทร์
 
   นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สช. และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มุ่งเน้นการพัฒนาวิชาการตามกฎหมายด้านสุขภาพ โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ ปี ๒๕๕๑ จนถึงปัจจุบัน และในการลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งนี้ ถือเป็นการส่งเสริมให้สาธารณชนได้รับรู้ถึงความก้าวหน้า และเป็นการพัฒนาเนื้อหาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันในหมวดที่ว่าด้วย “สิทธิและหน้าที่ด้านสุขภาพ
 
   นพ.อำพล กล่าวว่า มาตรา ๑๒ ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐ ให้สิทธิบุคคลในการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ ซึ่งทุกฝ่ายสามารถนำความรู้จากกฎหมายในมาตรานี้ และพัฒนาการที่เกิดขึ้นจริงๆ ในระบบสุขภาพ มาเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการเรียนรู้ของสังคมไทยให้มากยิ่งขึ้น
 
   “ขณะเดียวกัน ก็มีบางมาตราอาจนำไปสู่การเสนอแนะและแก้ไข อาทิ มาตรา ๗ ที่กำหนดให้ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคล เป็น ความลับส่วนบุคคล ผู้ใดจะนำไปเปิดเผยจนทำให้บุคคลนั้นเสียหายไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมาอาจมีบางประเด็นที่ถูกตีความกฎหมายแคบเกินไป ดังนั้น โครงการความร่วมมือครั้งนี้ จะทำให้เห็นว่า มีประเด็นใดบ้างที่ตกหล่นหรือยังขาดอยู่ ซึ่งนำไปสู่การเสนอแนะเพื่อแก้กฎหมายต่อไป”
 
   ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่ามหาวิทยาลัยจะเข้ามาดำเนินการเผยแพร่สาระสำคัญของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐ ในหมวดสิทธิและหน้าที่ด้านสุขภาพ หลังจากที่ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ได้บังคับใช้มาแล้ว ๙ ปี เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจสาระสำคัญของกฎหมายให้มากขึ้น
 
   “ความร่วมมือระหว่าง สช. และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครั้งนี้ จะนำไปสู่การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายด้านสุขภาพ และ จริยศาสตร์ทางสุขภาพ มากขึ้น ช่วยส่งผลให้ปัญหาทางสุขภาวะของคนไทยลดลง”
 
   ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำลังดำเนินโครงการ ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ เพื่อเป็นศูนย์ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยใช้งบประมาณ ๒๕๐ ล้านบาท จะแล้วเสร็จในอีก ๒ ปีข้างหน้า เพื่อรับผู้ป่วยระยะสุดท้ายจากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์มาดูแลอย่างครบวงจร ภายใต้การวินิจฉัยจากแพทย์ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา ๑๒ ที่ระบุให้ บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยึดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต และแนวโน้มของนานาประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
 
   “ปัจจุบัน รพ.ธรรมศาสตร์ ยังไม่มีการดูแลในลักษณะดังกล่าวอย่างเป็นระบบ โครงการนี้จึงถือเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม ที่จะทำให้ผู้ป่วยที่เสียชีวิตได้จากไปอย่างสงบ โดยมหาวิทยาลัยต้องใช้งบประมาณค่อนข้างมาก ทั้งเรื่อง ยา บุคลากรทางการแพทย์ และบุคลกรที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อาทิ นักจิตวิทยา และศูนย์การแพทย์ซึ่งรองรับได้เพียง ๒๐ เตียงเท่านั้น จึงต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะครอบครัวผู้ป่วย ที่จะทำให้ทุกอย่างดำเนินการได้อย่างราบรื่นที่สุด”
 

สำนักสื่อสารทางสังคม สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) 02-832-9143

รูปภาพ
หมวดหมู่ข่าว