สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเตรียมความพร้อมในการผลักดัน 5 มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 ปี พร้อมขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติจริง ทั้งในมติ การสร้างโอกาสในเศรษฐกิจสูงวัย ระบบสุขภาพเชิงรุกท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบบริหารจัดการเพื่อสุขภาวะในวิกฤตซ้อนวิกฤต และ กลไกขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับพื้นที่
ศ.คลินิก นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา รองประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงาน ตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนมติ คือการสื่อสารให้ระดับนโยบายเกิดความเข้าใจในสิ่งที่คณะทำงานได้ร่วมกันคิดและดำเนินการ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงไปสู่การกำหนดนโยบายที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในภาคปฏิบัติ ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ เป็นผลจากการสานพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และเครือข่ายสมัชชาสุขภาพในระดับพื้นที่ ที่ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาวะของประเทศ

“เป้าหมายสูงสุดของพวกเราทุกคน คือการสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับประชาชน ครอบคลุมทั้งมิติด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ขอเน้นย้ำว่าการดำเนินงานจะต้องไม่หยุดอยู่เพียงการมีมติ แต่ต้องสามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริงโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และต้องเกิดความต่อเนื่องและยั่งยืนในระดับพื้นที่” นพ.สุพรรณ กล่าว

“เป้าหมายสูงสุดของพวกเราทุกคน คือการสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับประชาชน ครอบคลุมทั้งมิติด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ขอเน้นย้ำว่าการดำเนินงานจะต้องไม่หยุดอยู่เพียงการมีมติ แต่ต้องสามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริงโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และต้องเกิดความต่อเนื่องและยั่งยืนในระดับพื้นที่” นพ.สุพรรณ กล่าว
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ในฐานะประธานอนุกรรมการสนับสนุนการดำเนินงานและติดตามเคลื่อนมติ ฯ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข กล่าวถึง ความสำเร็จและข้อท้าทายของการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติว่า ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เป็นความท้าทายใหม่ที่สำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศมหาอำนาจที่อาจส่งผลต่อการสนับสนุนงบประมาณด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน จึงจำเป็นต้องพัฒนากลไกที่ยั่งยืน โดยอาศัยความร่วมมือจากองค์กรที่มีประสบการณ์เดิม เพื่อต่อยอดและรับมือกับผลกระทบ โดยการขับเคลื่อนมติด้านการแพทย์ให้บรรลุผล จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมกันคิดและพัฒนาแนวทางอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเห็นว่าการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาท จะช่วยเติมเต็มมุมมองใหม่ๆ และสร้างพลังการขับเคลื่อนในอนาคต

ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ ในฐานะประธานอนุกรรมการสนับสนุนการดำเนินงานและติดตามมติฯ ด้านสุขภาพสังคมและสุขภาวะ กล่าวในหัวข้อเดียวกันนี้ว่า ความท้าทายในการดำเนินงานมีหลายประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ประการแรก คือการขาด “เจ้าภาพหลัก” ในบางประเด็น ซึ่งทำให้การขับเคลื่อนขาดความต่อเนื่องและความชัดเจนในการรับผิดชอบ ประการที่สอง คือเรื่อง “หน้าต่างนโยบาย” การผลักดันนโยบายให้เกิดผลสำเร็จ จำเป็นต้องอาศัยจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม ประการที่สาม คือเรื่องความเชื่อมั่น หากการดำเนินงานล่าช้า อาจส่งผลให้สังคมมองว่ามติหรือข้อเสนอเหล่านั้นเป็นเพียง “เสือกระดาษ” และประการสุดท้าย คือปัจจัยคุกคามจากภายนอก เช่น ความไม่แน่นอนทางการเมือง หรือสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานโดยรวม


ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ ในฐานะประธานอนุกรรมการสนับสนุนการดำเนินงานและติดตามมติฯ ด้านสุขภาพสังคมและสุขภาวะ กล่าวในหัวข้อเดียวกันนี้ว่า ความท้าทายในการดำเนินงานมีหลายประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ประการแรก คือการขาด “เจ้าภาพหลัก” ในบางประเด็น ซึ่งทำให้การขับเคลื่อนขาดความต่อเนื่องและความชัดเจนในการรับผิดชอบ ประการที่สอง คือเรื่อง “หน้าต่างนโยบาย” การผลักดันนโยบายให้เกิดผลสำเร็จ จำเป็นต้องอาศัยจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม ประการที่สาม คือเรื่องความเชื่อมั่น หากการดำเนินงานล่าช้า อาจส่งผลให้สังคมมองว่ามติหรือข้อเสนอเหล่านั้นเป็นเพียง “เสือกระดาษ” และประการสุดท้าย คือปัจจัยคุกคามจากภายนอก เช่น ความไม่แน่นอนทางการเมือง หรือสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานโดยรวม

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า เราได้ลงทุนลงแรงไปกับการพัฒนามติสมัชชาฯ จนเข้าที่ประชุมใหญ่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ แต่ว่าก็ยังไม่พอ ต้องคิดว่าจะมาขับเคลื่อนต่ออย่างไรให้สำเร็จ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญ ซึ่งจะเป็นผลดีกับประเทศไทย

“ตอนขึ้นมติแต่ละเรื่องเราใช้หลักการมีส่วนร่วม มีองค์ความรู้เป็นตัวนำที่จะออกมติแต่ละเรื่อง และคิดว่าภาครัฐน่าจะมีบทบาทมาก โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวทางสังคม เพราะถ้าประชาชนเข้าร่วมด้วย เป้าหมายที่คิดไว้ก็มีโอกาสสำเร็จมากขึ้น ” นพ.สุเทพ กล่าว

“ตอนขึ้นมติแต่ละเรื่องเราใช้หลักการมีส่วนร่วม มีองค์ความรู้เป็นตัวนำที่จะออกมติแต่ละเรื่อง และคิดว่าภาครัฐน่าจะมีบทบาทมาก โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวทางสังคม เพราะถ้าประชาชนเข้าร่วมด้วย เป้าหมายที่คิดไว้ก็มีโอกาสสำเร็จมากขึ้น ” นพ.สุเทพ กล่าว
ศ.ดร.นพ.ศิริเกษม ศิริลักษณ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กล่าวว่า ทางเรามีแผนที่จะดึงเอาภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยจะทำในรูปแบบที่จะเกิดผลจริงๆ เช่น คัดแยกกลุ่มผู้สูงอายุโดยอิงตามความสามารถดี ทักษะดี ระบบเศรษฐกิจดี สุขภาพดี เป็นต้น เมื่อได้ข้อมูลพื้นฐานของผู้สูงอายุตามกลุ่มแล้ว ก็จะเอามาทำเป็นแผนที่ของผู้สูงวัยแต่ละกลุ่มนั้น เพื่อให้ชุมชนสามารถดึงนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกจุด แสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุมีค่าต่อสังคม

นพ.ณัฐวุฒิ เอี่ยงธนรัตน์ จากคณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ในฐานะคณะทำงานวิชาการพัฒนาประเด็นระบบสุขภาพเชิงรุก ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ กล่าวว่า วันนี้ได้มีการระดมสมองกับหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เราเห็นพ้องต้องกันว่าการจะ scope โจทย์ให้ชัด คิดว่าน่าจะเป็นกลุ่มประชากร displaced persons หรือว่า urban refuge เราหวังว่าคนกลุ่มนี้ควรได้เข้าถึงการบริการด้านสุขภาพที่จำเป็น และมีการจ้างงานแก่กลุ่มเหล่านี้ เพื่อให้พวกเขาสามารถซื้อประกันสุขภาพได้ อันนำไปสู่การช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินของโรงพยาบาลที่ค้างเบิกจ่ายได้

ดร.วิสุทธิ์ สุกรินทร์ สมัชชาสุขภาพจังหวัดสระบุรี กล่าวถึงแผนการขับเคลื่อนฯ ในพื้นที่ จ.สระบุรี ว่า สำหรับในปีนี้ เครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดสระบุรี จะดำเนินการต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนประเด็นดังกล่าวลงสู่ระดับท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ความสำคัญกับการจัดตั้ง “ศูนย์ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดที่เป็นธรรม” ในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 2 แห่ง นอกจากนี้จะมีการจัดอบรมช่างชุมชน เพื่อให้มีความรู้และสามารถดูแลระบบได้ พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวให้เป็นจุดให้คำปรึกษา และสนับสนุนประชาชนที่สนใจติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ในครัวเรือน หรือที่อยู่อาศัยของตนเอง

ในขณะที่ นพ.สุรพร ลอยหา ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัด กล่าวว่า ยกตัวอย่างในพื้นที่อุบลราชธานี ยังมีสภาพวิกฤตซ้อนวิกฤตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นภัยสงคราม น้ำท่วม และอื่นๆ ดังนั้นอันดับแรกที่จะมีการขับเคลื่อนคือ จัดการประชุมบูรณาการทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนร่วมกันเพื่อทบทวนแผนต่างๆ ที่ยังมีข้อบกพร่องอยู่ และเข้าถึงทุกครัวเรือนที่มีผลกระทบร่วมกัน เพราะว่าที่ผ่านมาภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมน้อยมาก


นพ.ณัฐวุฒิ เอี่ยงธนรัตน์ จากคณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ในฐานะคณะทำงานวิชาการพัฒนาประเด็นระบบสุขภาพเชิงรุก ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ กล่าวว่า วันนี้ได้มีการระดมสมองกับหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เราเห็นพ้องต้องกันว่าการจะ scope โจทย์ให้ชัด คิดว่าน่าจะเป็นกลุ่มประชากร displaced persons หรือว่า urban refuge เราหวังว่าคนกลุ่มนี้ควรได้เข้าถึงการบริการด้านสุขภาพที่จำเป็น และมีการจ้างงานแก่กลุ่มเหล่านี้ เพื่อให้พวกเขาสามารถซื้อประกันสุขภาพได้ อันนำไปสู่การช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินของโรงพยาบาลที่ค้างเบิกจ่ายได้

ดร.วิสุทธิ์ สุกรินทร์ สมัชชาสุขภาพจังหวัดสระบุรี กล่าวถึงแผนการขับเคลื่อนฯ ในพื้นที่ จ.สระบุรี ว่า สำหรับในปีนี้ เครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดสระบุรี จะดำเนินการต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนประเด็นดังกล่าวลงสู่ระดับท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ความสำคัญกับการจัดตั้ง “ศูนย์ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดที่เป็นธรรม” ในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 2 แห่ง นอกจากนี้จะมีการจัดอบรมช่างชุมชน เพื่อให้มีความรู้และสามารถดูแลระบบได้ พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวให้เป็นจุดให้คำปรึกษา และสนับสนุนประชาชนที่สนใจติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ในครัวเรือน หรือที่อยู่อาศัยของตนเอง

ในขณะที่ นพ.สุรพร ลอยหา ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัด กล่าวว่า ยกตัวอย่างในพื้นที่อุบลราชธานี ยังมีสภาพวิกฤตซ้อนวิกฤตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นภัยสงคราม น้ำท่วม และอื่นๆ ดังนั้นอันดับแรกที่จะมีการขับเคลื่อนคือ จัดการประชุมบูรณาการทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนร่วมกันเพื่อทบทวนแผนต่างๆ ที่ยังมีข้อบกพร่องอยู่ และเข้าถึงทุกครัวเรือนที่มีผลกระทบร่วมกัน เพราะว่าที่ผ่านมาภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมน้อยมาก

ทางด้าน รศ.ดร.ปัทมวดี โพชนุกูล ประธานกรรมการวิชาการเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับพื้นที่ กล่าวว่า เป้าหมายจริงๆ คือการสร้างกลไกเชิงพื้นที่ให้มีความแข็งแรง เพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ทำให้เป็นระบบยิ่งขึ้นให้เห็นพลังของภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน และอยากให้เห็นว่าพวกเราเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนได้ด้วย โดยสิ่งที่เราจะต้องทำต่อจากนี้ไป คือเลือกเป้าหมายที่มีความสำคัญ มีความเร่งด่วน เพื่อที่จะใช้พลังของภาคประชาสังคมเข้าไปร่วมขับเคลื่อนได้ในระยะ 4-5 ปีต่อจากนี้

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ ขั้นตอนต่อไปจะนำแต่ละมติไปขับเคลื่อนตัวจริงในแต่ละพื้นที่ โดยจะมีการรายงานผลความคืบหน้าเป็นระยะ จากนั้นจึงจะนำเข้าสู่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ต่อไป

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ ขั้นตอนต่อไปจะนำแต่ละมติไปขับเคลื่อนตัวจริงในแต่ละพื้นที่ โดยจะมีการรายงานผลความคืบหน้าเป็นระยะ จากนั้นจึงจะนำเข้าสู่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ต่อไป
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |








