รับรองมติสมัชชาสุขภาพ CDoH “ระบบนิเวศวิสาหกิจสร้างเสริมสุขภาวะ” ยกระดับธุรกิจ–สินค้า–บริการ คำนึงถึงสุขภาพ เดินหน้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่สร้างสุขภาวะอย่างเป็นธรรม


VIEW:  17   SHARE:0     07-10-2026

image

รับรองมติสมัชชาสุขภาพ CDoH
“ระบบนิเวศวิสาหกิจสร้างเสริมสุขภาวะ”
ยกระดับธุรกิจ–สินค้า–บริการ คำนึงถึงสุขภาพ เดินหน้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่สร้างสุขภาวะอย่างเป็นธรรม

สช.–สสส. พร้อมภาคีเครือข่าย ร่วมให้ฉันทมติรับรองข้อเสนอเชิงนโยบาย “ระบบนิเวศวิสาหกิจสร้างเสริมสุขภาวะ” มุ่งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้วิสาหกิจทุกขนาด ตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่ SMEs ไปจนถึงวิสาหกิจชุมชน นำมิติสุขภาวะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ครอบคลุม “ผลิตภัณฑ์และบริการ–กำลังแรงงาน–ชุมชนและห่วงโซ่คุณค่า” พร้อมเดินหน้าระยะนำร่อง เชื่อมสิทธิประโยชน์ พัฒนาระบบประเมินที่น่าเชื่อถือ และสร้างความรอบรู้แก่ประชาชน เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตควบคู่กับสุขภาวะที่ดีอย่างเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วน จัด สมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นว่าด้วยการจัดการปัจจัยเชิงพาณิชย์เพื่อสุขภาวะประชาชน (Commercial Determinants of Health: CDoH)

ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาและให้ฉันทมติรับรองข้อเสนอเชิงนโยบาย “ระบบนิเวศวิสาหกิจสร้างเสริมสุขภาวะ” เพื่อยกระดับบทบาทของภาคธุรกิจในการสร้างเสริมสุขภาวะประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจ เศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเปลี่ยนจากการดำเนินงานที่กระจัดกระจาย ไปสู่การสร้าง “ระบบนิเวศ” ที่เชื่อมโยงกลไกของภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนเข้าด้วยกัน

การจัดสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ การประชุมวิชาการระดับชาติว่าด้วยปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพ ปี 2569 (National Conference on Commercial Determinants of Health 2026: NCDH2026) ระหว่างวันที่ 5–7 ตุลาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “จากภูมิทัศน์สู่การกระทำ: การกำกับดูแลปัจจัยเชิงพาณิชย์เพื่อสุขภาวะที่เป็นธรรม”
ตลอดการประชุม ผู้แทนจากภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล หลักฐาน บทเรียน และประสบการณ์เกี่ยวกับปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพ ก่อนสังเคราะห์เป็นข้อเสนอสำหรับการพิจารณาร่วมกันในกระบวนการสมัชชาสุขภาพ

4 กลไกสำคัญ ขับเคลื่อน “ระบบนิเวศวิสาหกิจสร้างเสริมสุขภาวะ”
มติที่ได้รับการรับรองกำหนดแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อน 4 ประการ ได้แก่
1. ทดลองนำร่องและเรียนรู้ร่วมกัน (Regulatory-Learning Pilot)
เปิดรับวิสาหกิจทุกขนาดที่สมัครใจเข้าร่วมทดลองดำเนินงานใน 3 มิติ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์และบริการ กำลังแรงงาน และชุมชนกับห่วงโซ่คุณค่า เพื่อเรียนรู้และพัฒนามาตรการที่เหมาะสม โดยไม่ครอบคลุมธุรกิจยาสูบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการพนัน
2. เชื่อมสิทธิประโยชน์เดิมกับเกณฑ์สุขภาวะ
ผลักดันให้เกณฑ์ด้านสุขภาวะเชื่อมโยงกับกลไกและสิทธิประโยชน์ที่หน่วยงานต่าง ๆ มีอยู่แล้ว เช่น ตลาดทุน การส่งเสริมการลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้วิสาหกิจที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพ
3. ศึกษากลไกประเมินผลที่เป็นอิสระและน่าเชื่อถือ
พัฒนารูปแบบ ตัวชี้วัด และศึกษาความเป็นไปได้ของกลไกประเมินผลที่มีความเป็นอิสระ โดยมุ่งวัดผลลัพธ์ขั้นกลางในระดับวิสาหกิจ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและลดความเสี่ยงของการ “ฟอกภาพลักษณ์ด้านสุขภาวะ”
4. สื่อสาร สร้างความรู้ และพัฒนาศักยภาพ
สร้างความรอบรู้ให้แก่ผู้บริโภคในการรู้เท่าทันการตลาดและข้อมูลที่เกินจริง พร้อมพัฒนาศักยภาพของวิสาหกิจและภาคีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสื่อสารตัวอย่างการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง

NCDs สูญเสีย 4 แสนชีวิต–เศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อ (NCDs) เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยประมาณ 400,000 รายต่อปี และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือราว 9.7% ของ GDP
แม้ประเทศไทยจะมีมาตรการจัดการปัจจัยเสี่ยงในระดับผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการภาษีสรรพสามิต ฉลากอาหาร และการกำกับการตลาด แต่กลไกที่ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเข้ามามีบทบาทในการสร้างสุขภาวะยังอยู่ในหลายหน่วยงานและยังไม่ได้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
ด้วยเหตุนี้ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนานโยบายสาธารณะประเด็นการจัดการปัจจัยเชิงพาณิชย์เพื่อสุขภาวะประชาชน เพื่อพัฒนาข้อเสนอผ่านกระบวนการสมัชชาสุขภาพ โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินกระบวนการมีส่วนร่วมกับภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ รวมถึงเวทีรับฟังความคิดเห็นระดับชาติ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ก่อนนำข้อเสนอและหลักฐานจาก NCDH2026 มาประกอบการพิจารณาร่างมติในครั้งนี้

“สุขภาพไม่ได้ถูกกำหนดด้วยพฤติกรรมของคนเพียงอย่างเดียว”
ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ประธานคณะกรรมการพัฒนานโยบายฯ กล่าวว่า การประชุม NCDH2026 ทำให้เห็นชัดเจนขึ้นว่า NCDs ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับระบบ สภาพแวดล้อม และวัฒนธรรมที่กำหนดทางเลือกในชีวิตประจำวันของประชาชน
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจเองกำลังเผชิญโจทย์ใหม่ว่า ความยั่งยืนขององค์กรไม่สามารถพิจารณาเพียงยอดขายหรือผลกำไร แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อคน สังคม และสุขภาพด้วย
“เชื่อว่าธุรกิจจำนวนมากตระหนักแล้วว่าปัญหาสุขภาพมีความสำคัญอย่างยิ่ง ความยั่งยืนขององค์กรจะมองเพียงยอดขายและกำไรไม่ได้ และภาคธุรกิจพร้อมที่จะเป็นเพื่อนคู่คิดและเดินทางร่วมกัน”

จาก “ธุรกิจไม่ทำร้ายสุขภาพ” สู่ “ธุรกิจเป็นพลังสร้างสุขภาวะ”
หัวใจของข้อเสนอ “ระบบนิเวศวิสาหกิจสร้างเสริมสุขภาวะ” คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้วิสาหกิจทุกขนาด ตั้งแต่บริษัทจดทะเบียน บริษัทขนาดใหญ่ SMEs วิสาหกิจรายย่อย ไปจนถึงวิสาหกิจชุมชน สามารถนำมิติสุขภาวะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนใน 3 มิติสำคัญ
ผลิตภัณฑ์และบริการ — ส่งเสริมการพัฒนาสินค้าและบริการที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพและสร้างทางเลือกที่ดีให้ประชาชน
กำลังแรงงาน — ส่งเสริมสุขภาวะของพนักงานและสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อสุขภาพ
ชุมชนและห่วงโซ่คุณค่า — ขยายความรับผิดชอบด้านสุขภาวะตั้งแต่ผู้ผลิต วัตถุดิบ คู่ค้า ชุมชน ไปจนถึงผู้บริโภค
แนวทางดังกล่าวจะเริ่มจาก พื้นที่และวิสาหกิจนำร่อง เพื่อทดลองมาตรการและกลไกความร่วมมือ ก่อนนำผลการเรียนรู้ไปพัฒนาเกณฑ์ เชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ และศึกษาระบบประเมินผลที่เหมาะสม เพื่อขยายผลในระยะต่อไป
ทั้งนี้ การเข้าร่วมจะเป็นไปโดย สมัครใจ ไม่ใช่การตรากฎหมายใหม่ ไม่ตั้งงบประมาณใหม่ และไม่ใช่การรับรองว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการใดให้ผลลัพธ์ทางสุขภาพโดยตรง

ภาคธุรกิจพร้อมร่วมสร้างสุขภาวะ
นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า จากการประชุม NCDH2026 ซึ่งมีทั้งเวทีใหญ่และเวทีย่อยรวม 11 เวที และมีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสุขภาพ และมีความพร้อมที่จะร่วมสร้างเสริมสุขภาพ โดยโจทย์สำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายทางธุรกิจกับความอยู่ดีมีสุขของสังคม รวมถึงการออกแบบสมดุลระหว่างมาตรการเชิงบังคับกับมาตรการเชิงสมัครใจ
CDoH ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะประเทศไทยมีตัวอย่างการทำงานอยู่แล้ว ทั้งการจัดการสารเคมีเกษตร มลพิษทางอากาศ ระบบอาหาร ภาษีความหวาน การลดโซเดียม การควบคุมยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนโมเดลธุรกิจที่พัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ สิ่งสำคัญจากนี้คือการเชื่อมการทำงานเหล่านี้ให้เป็นระบบ และสร้างกติกาที่ช่วยปกป้องประชาชนตลอดห่วงโซ่
ด้าน นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เสนอให้การขับเคลื่อนเชื่อมโยงวิสาหกิจทุกขนาด โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับธุรกิจขนาดเล็ก พร้อมเชื่อมเกณฑ์ด้านสุขภาวะไปยังกลไกต้นทาง เช่น ตลาดทุนและการส่งเสริมการลงทุน รวมถึงเปิดโอกาสให้วิสาหกิจที่มีความพร้อมสมัครใจเข้าร่วมพื้นที่ทดลองเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดตัวอย่างที่หลากหลายและสามารถนำบทเรียนไปขยายผลได้

จาก “ฉันทมติ” สู่การขับเคลื่อนนโยบาย
นายสมเกียรติ พิทักษ์กมลพร ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า “สมัชชาสุขภาพ” เป็นเครื่องมือและกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมถกแถลง แลกเปลี่ยนข้อมูล และพัฒนาข้อเสนอร่วมกันอย่างสมานฉันท์
ความคิดเห็นที่หลากหลายจากภาคส่วนต่าง ๆ จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้ข้อเสนอเชิงนโยบายมีความชัดเจน รอบด้าน และเข้าใจทั้งปัญหา ความเสี่ยง และโอกาสของประเทศ


ภายหลังการรับรองมติในครั้งนี้ ข้อเสนอ “ระบบนิเวศวิสาหกิจสร้างเสริมสุขภาวะ” จะเข้าสู่กระบวนการเสนอต่อ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) พร้อมประสานหน่วยงานและภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อยืนยันบทบาทและร่วมขับเคลื่อนตามมติ ก่อนนำไปสู่การดำเนินงานในระยะต่อไป
เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ “สุขภาวะ” กลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าทางธุรกิจ และสร้างระบบที่ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตของแรงงาน ความเข้มแข็งของชุมชน และสุขภาพของประชาชน สามารถเดินหน้าไปด้วยกันอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม
จาก “ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสุขภาพ” สู่ “ธุรกิจที่ร่วมสร้างสุขภาวะ” — เพื่อให้สุขภาพที่ดีเป็นคุณค่าร่วมของเศรษฐกิจและสังคมไทย

NHCO Q&A