จากรัฐธรรมนูญสู่หลังคาบ้าน
ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย
สู่การเป็นเจ้าของพลังงานของชุมชน
… พงศ์นรินทร์ มากรัตน์
ในวันที่ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น ผลกระทบของสงครามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึง "กระเป๋าสตางค์" และ "สุขภาวะ" ของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงและค่าไฟฟ้าผันผวน พลังงานจึงไม่ใช่แค่เรื่องของวิศวกรรมหรือเศรษฐศาสตร์อีกต่อไป แต่คือ "ปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ" (Social Determinants of Health) ที่ชี้ชะตาคุณภาพชีวิตของประชาชน
มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๘ (มติ ๑๘.๓) เรื่อง "การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์" ชี้ให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะมีต้นทุนทางธรรมชาติคือแสงอาทิตย์ที่เหลือเฟือ แต่การที่ประชาชนจะเปลี่ยนจากผู้จ่ายค่าไฟมาเป็นเจ้าของพลังงาน กลับยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางกฎหมายและระเบียบที่ซับซ้อน
แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๕๖ บัญญัติรับรองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างทั่วถึง แต่ในทางปฏิบัติ ชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล กลับไม่สามารถติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ได้เพียงเพราะติดล็อกเรื่องระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน นี่คือความไม่เป็นธรรมที่มติ ๑๘.๓ พยายามปลดล็อก เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งนี้ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
เพื่อให้มติสมัชชาสุขภาพฯ แปลงไปสู่การปฏิบัติที่จับต้องได้ บทความนี้ขอเสนอการ "ปลดล็อก" กฎหมายใน ๓ มิติสำคัญ:
๑. ปลดล็อกสิทธิในที่ดินและใบอนุญาต การบูรณาการกฎหมายที่ดินของรัฐให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ชุมชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้โดยไม่ผิดระเบียบ รวมถึงการลดขั้นตอน (Deregulation) การขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในระดับครัวเรือนที่ปัจจุบันยังมีความซ้ำซ้อน
๒. ปลดล็อกโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า: มติ ๑๘.๓ เสนอให้มีการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนที่เป็นธรรม โดยเฉพาะการรองรับระบบนิเวศพลังงานสมัยใหม่ เช่น ไมโครกริด (Microgrid) หรือโครงข่ายไฟฟ้าชุมชน เพื่อให้เพื่อนบ้านสามารถซื้อขายไฟฟ้ากันเองได้ทางกฎหมาย ซึ่งจะช่วยลดภาระของรัฐในการขยายสายส่งราคาแพง
๓. ปลดล็อกความรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิต: เราไม่ได้มองแค่การติดตั้ง แต่ต้องมองถึงซากในอนาคต การผลักดันกฎหมายที่ใช้หลักการ EPR (Extended Producer Responsibility) หรือความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าแผงโซลาร์เซลล์จะไม่กลายเป็นขยะพิษที่กลับมาทำลายสุขภาพของคนในชุมชน
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่เป็นปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ การสร้างความมั่นคงทางพลังงานจากฐานราก คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด มติสมัชชาสุขภาพฯ ๑๘.๓ ไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด แต่คือการสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ ที่มองว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะเป็นเจ้าของพลังงานบนหลังคาบ้านตนเอง
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการต่อสู้ในเชิงนโยบายและกฎหมาย เพื่อคืนอำนาจการจัดการพลังงานให้กลับมาอยู่ในมือของประชาชน เพื่อให้แสงอาทิตย์เป็นทรัพยากรที่สร้างทั้งรายได้ สร้างโอกาส และสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนให้กับคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง


