เวทีสมัชชาสุขภาพฯ เปิด 10 พื้นที่รูปธรรม ต้นแบบ ‘รับมือสังคมสูงวัย’ สถ. จ่อใช้ขยายผล อปท. ทั่วประเทศ


image

เวทีประชุมวิชาการ Smart Aging Society: Together, We can Policy to Action ในงาน “สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19” โชว์ 10 พื้นที่ต้นแบบขับเคลื่อน “รับมือสังคมสูงวัย” ด้วย “ธรรมนูญสุขภาพตำบล - มองแบบองค์รวม – บูรณาการความร่วมมือ ทำงานไร้รอยต่อ” จนเกิดผลเป็นรูปธรรม ด้าน “กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น” จ่อต่อยอดขยายผลไปยัง อปท. ทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2569 ในเวทีการประชุมวิชาการ “สานพลังไทย รับมือสังคมสูงวัยไปด้วยกัน จากนโยบายสู่การปฏิบัติ Smart Aging Society: Together, We can Policy to Action” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 พ.ศ. 2569 ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ  (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายยุทธศาสตร์ ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ภายใต้ประเด็นหลัก “สังคมอยู่ดีมีพลัง: นโยบายสาธารณะเชิงบวกด้วยหัวใจ” ได้มีการนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเพื่อรับมือสังคมสูงวัยจนเกิดผลเป็นรูปธรรมจำนวน 10 พื้นที่ เพื่อเป็นต้นแบบในการขยายผลสู่ระดับชาติ

ทั้งนี้ 10 พื้นที่ ประกอบด้วย 1. ตำบลคอรุม อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ 2. ตำบลทุ่งหลวง อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย 3. ตำบลวัดขวาง อ.โพทะเล จ.พิจิตร 4. ตำบลบ่อพลอย อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี 5. ตำบลบ้านชี อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี 6. ตำบลบางพูน อ.เมือง จ.ปทุมธานี 7. ตำบลแสนสุข อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี 8. ตำบลโคกมั่งงอย อ.คอนสวรรค์ จ.ชัยภูมิ 9. อำเภอพระพรหม จ.นครศรีธรรมราช และ10. ตำบลบางด้วน อ.ปะเหลียน จ.ตรัง

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ทั้ง 10 พื้นที่ประสบความสำเร็จ มีอยู่ 6 ปัจจัยด้วยกัน ได้แก่ 1. การมองเรื่องการรับมือสังคมสูงวัยแบบองค์รวม โดยครอบคลุมทั้งมิติสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม 2. การมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตทุกคนในทุกช่วงวัย ไม่ใช่จำกัดแค่ผู้สูงวัย 3. บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โรงเรียน ฯลฯ พร้อมกับสอดประสานการทำงานอย่างไร้รอยต่อ 4. การนำธรรมนูญสุขภาพตำบลมาใช้เป็นกรอบดำเนินการ 5. การใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ และ6. การมุ่งยกระดับผู้สูงอายุให้เป็นหนึ่งในกำลังหลักในการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น 

อย่างไรก็ตาม แต่ละพื้นที่มีการทำกิจกรรมที่แตกต่างกันออกไปตามบริบทของตัวเอง เช่น ต.คอรุม อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ ที่เริ่มแรกตั้งโรงเรียนลำดวนวัยใส โดยมุ่งเน้นเรื่องการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ ก่อนจะขยายไปสู่เรื่องสวัสดิการ ด้วยการดึงกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล และกองทุนระบบดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (LTC) มาร่วมขับเคลื่อน พร้อมกับตั้งชมรมผู้สูงอายุ และศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ จากนั้นจึงขยับไปสู่การทำระบบดูแลเชิงรุกผู้สูงอายุที่มีปัญหา ผ่านศูนย์คอรุมชีวาสุข 

อีกตัวอย่าง คือ ตำบลแสนสุข อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ที่มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค และฟื้นฟูสมรรถภาพต่อเนื่อง จัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้ พัฒนาทักษะอาชีพ รวมถึงการเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างเท่าทัน ตลอดจนการพัฒนาบ้าน ชุมชน และพื้นที่สาธารณะให้เอื้อต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ

 

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยตั้งแต่ปี 2548 หรือประมาณ 20 ปีก่อน แต่มาขับเคลื่อนเพื่อรับมืออย่างจริงจังในช่วง 3 - 4 ปีที่ผ่านมา ทั้งในระดับนโยบายไปจนถึงระดับพื้นที่ โดย สช. เองก็มาเดินหน้าในปี 2567 และได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในการจัดทำแผนบูรณาการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัยระดับประเทศ 

กระนั้น แม้จะมีการเดินหน้าในเรื่องดังกล่าวมากขึ้น แต่การจะรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ยังเป็นโจทย์ที่มีความท้าทายอยู่ เนื่องจากปัจจุบันคนไทยมีอายุยืนยาวมากขึ้น จากเดิมแค่ประมาณ 80 ปีก็เสียชีวิตแล้ว แต่ขณะนี้มีคนไทยอายุเกิน 100 ปี ประมาณ 4.5 หมื่นคนแล้ว นอกจากนี้ จากจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมดในประเทศคิดว่าเกินครึ่งหนึ่งน่าจะมีรายได้ไม่พอ ไม่มีเงินออม ไม่มีงานทำ หรือกระทั่งไม่มีคนดูแล ทว่า ภายใต้โจทย์ยากเหล่านี้ ในหลายพื้นที่ก็สามารถรับมือได้ค่อนข้างดี หรือมีนวัตกรรมที่คาดไม่ถึง เช่น การดึงเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ ฯลฯ ซึ่งถือเป็นต้นแบบที่ดี ทว่า สิ่งสำคัญคือจะขยายผลอย่างไรจนเกิดสามารถเปลี่ยนผ่านระบบรองรับสังคมสูงวัยทั้งประเทศได้

“สิ่งที่มีการนำเสนอในแต่ละเวทีภายใต้งานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 19 เช่นเดียวกับ 10 พื้นที่ต้นแบบนี้ จะมีการนำไปเผยแพร่ต่อ เพื่อให้คนอื่นๆ ซึ่งน่าจะทำให้มีคนอีกหลายเท่า ไม่ว่าจะ 10 เท่าหรือ 100 เท่าของคนที่มาร่วมงานในวันนี้ ได้รับรู้ได้ทราบ เกิดเป็นแรงบันดาลใจ หรือนำไปใช้ต่อยอดขยายผลต่อ” นพ.สุเทพ กล่าว

 

นพ.อำพล จินดาวัฒนะ ประธานมูลนิธิสานพลังเพื่อแผ่นดิน กล่าวนำในหัวข้อ “รับมือสังคมสูงวัย หัวใจอยู่ที่ชุมชนท้องถิ่น” ว่า หากย้อนไปในปี 2514 หรือราวครึ่งศตวรรษก่อน จะเป็นปีที่ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่มากที่สุดคือประมาณ 1.2 ล้านคนต่อปี และมีประชากรทั้งหมดราว 37 ล้านคน ขณะที่ปัจจุบันไทยมีประชากรประมาณ 67 ล้านคน ส่วนเด็กเกิดใหม่มีเพียง 4 แสนคนต่อปี ที่สำคัญช่วง 50 ปีที่ผ่านมายังเกิดความเปลี่ยนแปลงในหลายเรื่อง เช่น การเข้ามาของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อายุคาดเฉลี่ยคนไทยมากขึ้น ฯลฯ โดยสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ไปถึงเศรษฐกิจ การศึกษา อาชีพ และกำลังแรงงาน ซึ่งกลายเป็นปัญหาที่ยังรอการแก้ไขอยู่

ดังนั้น การรับมือสังคมสูงวัยจะไม่ใช่แค่การดูแลผู้สูงอายุ หรือการมีผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง (Caregiver) แต่ต้องมองเป็นองค์รวม โดยมีชุมชนและท้องถิ่นเป็นความหวังสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งแม้จะถูกดึงทรัพยากรออกไปจำนวนมากเพื่อนำไปพัฒนาเมือง หรือการออกกฎหมายจำกัดสิทธิจนทำให้เกิดความอ่อนแอ แต่ภายใต้สถานการณ์เหล่านี้ก็มีชุมชนและท้องถิ่นส่วนหนึ่งที่เติบโตมากขึ้น โดยมี อปท. เป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุน จึงเชื่อว่าชุมชนและท้องถิ่นมีศักยภาพ และเป็นจุดแข็งของประเทศไทย รวมถึงเป็นทางออกที่สำคัญที่จะช่วยประเทศในการรับมือสังคมสูงวัยในทุกมิติ

 

นายพีรณัฐ ประทุมชาติภักดี ผู้แทนจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กล่าวว่า ปัจจุบัน สถ. มีการดำเนินการรับมือสังคมสูงวัยตามแผนบูรณาการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ที่ได้ร่วมมือกับหลากหลายหน่วยงานในการขับเคลื่อน และได้ออกมาเป็นคู่มือ พร้อมกับส่งไปยัง อปท. ทุกแห่งทั่วประเทศแล้ว เพื่อให้ใช้เป็นแนวทางดำเนินการ รวมถึงล่าสุดในปี 2569 นี้ยังได้มีการเพิ่มการรองรับสังคมสูงวัยในโครงการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (LPA) ด้วย 

อย่างไรก็ดี จากที่ได้เห็นแนวทางการรับมือสังคมสูงวัยของทั้ง 10 พื้นที่แล้ว ต้องบอกว่ามีการเดินหน้าไปไกลกว่าที่ สถ. กำลังขับเคลื่อนพอสมควร ฉะนั้น หลังจากนี้จะมีการถอดบทเรียนของทั้ง 10 พื้นที่เพื่อนำไปปรับปรุงการดำเนินการ และแจ้งให้ อปท. อื่นใช้เป็นตัวอย่างในการขับเคลื่อนต่อไป เพราะน่าจะช่วยให้เกิดการขยายผลได้ดีกว่า และมีจำนวนมากขึ้น

 

น.ส.วิไลวรรณ สิริสุทธิ์ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ทิศทางหลังจากนี้ของ สช. จะมีการยกระดับการขับเคลื่อนร่วมกับ สถ. มากขึ้น และขณะเดียวกันในระดับนโยบายก็ยังคงขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ มติ 15.3 หลักประกันรายได้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุอยู่ รวมไปถึงช่วงที่ผ่านมาได้มีการจับมือกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในการทำฉากทัศน์สังคมสูงวัยในอีก 10 ปีข้างหน้า เพื่อคาดการณ์ผลที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนเตรียมความพร้อมกับสิ่งเหล่านั้น 

น.ส.วิไลวรรณ กล่าวต่อไปว่า สช. พยายามขับเคลื่อน และใช้เครื่องมือหรือกระบวนการที่มีอยู่ไปหนุนเสริมให้ชุมชนและท้องถิ่นเกิดความเข้มแข็ง ผ่านการการพาให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องมาเจอกัน ด้วยกลไกธรรมนูญสุขภาพ และสมัชชาสุขภาพ เพื่อให้เกิดการนำไปใช้เป็นข้อตกลงที่ทั้งหมู่มวลเห็นพ้องต้องกันและจะปฏิบัติตาม อันจะนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดีของชุมชน

NHCO Q&A