สช. สานพลังองค์กรสุขภาพ “หนุนเครือข่ายนักสานพลัง (คนส.) ขับเคลื่อนนโยบายมุ่งเน้นแก้ปัญหาเชิงระบบ”


image

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดเวทีเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ “ระบบสุขภาพไทย ในบทบาทของหน่วยงานสุขภาพ” ในหลักสูตรการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายนักสานพลังสร้างสุขภาวะ (คนส.) รุ่นที่ 4 หมวด 3 (Module 3) ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้บริหารจากกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) (สรพ.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพไทยให้สามารถรับมือกับความท้าทายในอนาคต

ข้อสรุปสำคัญ คือ การมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่าง สังคมสูงวัย การเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ และความยั่งยืนทางการเงินการคลังของระบบสุขภาพ ทั้งนี้ผู้บริหารแต่ละองค์กรได้ย้ำถึงบทบาทในการเป็น "จิ๊กซอว์" ที่ต้องเชื่อมต่อกันผ่านการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนและคนทำงานในพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการซ่อมสุขภาพไปสู่การ “สร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก” ที่ยั่งยืน รวมถึงการเปิดโอกาสให้เครือข่ายคนรุ่นใหม่ได้ส่งสะท้อนเสียงของกลุ่มเฉพาะ เพื่อนำไปสู่การออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์ความหลากหลายและเป็นธรรมในสังคม โดยมุ่งหวังให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างระบบบริการสุขภาพที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง อย่างแท้จริง

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวว่า การพัฒนาระบบสุขภาพจำเป็นต้องมองในเชิงโครงสร้างมากกว่าการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะการรับมือกับสังคมสูงวัยและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) พร้อมเสนอการต่อยอดกรอบแนวคิด “6 Plus 1” ซึ่งเพิ่ม “ระบบสุขภาพชุมชน” เข้าเป็นองค์ประกอบสำคัญจากกรอบขององค์การอนามัยโลก เพื่อเสริมความเข้มแข็งจากฐานราก เชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงาน และใช้ข้อมูลหรือเครื่องมือร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. และ นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ สสส. สะท้อนว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง จึงต้องเปลี่ยนจากการมุ่งรักษาโรคไปสู่การสร้างศักยภาพให้ประชาชนและชุมชนสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้ พร้อมลดความเหลื่อมล้ำผ่านการพัฒนา “สุขภาวะ 4 มิติ” ได้แก่ กาย ใจ สังคม และปัญญา

นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร รองผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัญหาเด็กเกิดน้อยและการขาดแคลนผู้ดูแลในอนาคตจะส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงจำเป็นต้องสร้างความตระหนักว่า “สุขภาพไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยบริการเพียงอย่างเดียว แต่เป็นหน้าที่ของทุกคน” ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน

ขณะที่ พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการ สรพ. เน้นการยกระดับคุณภาพระบบบริการสุขภาพผ่านการออกแบบบริการร่วมกับผู้ป่วย ครอบครัว และชุมชน พร้อมผลักดันให้บุคลากรสาธารณสุขทำงานเชิงรุกด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค รวมถึงเชื่อมโยงบริการตั้งแต่ระดับปฐมภูมิถึงระดับตติยภูมิ เพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาลและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบสุขภาพในระยะยาว

นายทองใบ สิงสีทา นักปฏิบัติการชุมชนชำนาญการพิเศษ จาก พอช. กล่าวว่า การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับปัญหาความยากจนและผลกระทบด้านสุขภาพ โดยควรต่อยอดทุนทางสังคมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง และสร้างเครือข่ายนักประสานงานเพื่อขับเคลื่อนการเรียนรู้และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

ด้าน ผศ.ดร.ธงศักดิ์ชัย สายพระราษฎร์ รองเลขาธิการ สพฉ. เสนอให้ประชาชนและเครือข่าย คนส. เตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติตั้งแต่ระดับครัวเรือน พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความพร้อมของสังคมในการรับมือกับเหตุฉุกเฉิน

ขณะที่ ดร.นงลักษณ์ ยอดมงคล ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. ระบุว่า คนส. มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกกลางเชื่อมโยงหน่วยงาน แนวคิด และเครื่องมือที่หลากหลาย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะร่วมกัน ลดช่องว่างการทำงาน และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน

ปิดท้ายเวที นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญภาระจากจำนวนผู้ป่วยและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืนจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการผลักดันนโยบายสาธารณะที่มุ่งจัดการปัจจัยเสี่ยง พฤติกรรม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเสริมศักยภาพให้ประชาชนดูแลตนเองได้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาวะที่ดี ลดจำนวนผู้ป่วย ลดความแออัดในโรงพยาบาล และสร้างความมั่นคงให้ระบบสุขภาพของประเทศในระยะยาว

 

NHCO Q&A