วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุมสุปัญญา อาคารสุขภาพแห่งชาติ จังหวัดนนทบุรี ได้มีการประชุมคณะกรรมการสนับสนุนและติดตามการดำเนินงานเพื่อหยุดปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็ง ท่อน้ำดี ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน เป็นประธาน พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายสุขภาพร่วม ผลักดันความก้าวหน้าโครงการวิจัยเชิงระบบและพิจารณาร่างแผนปฏิบัติการระยะที่ 2 มุ่งปฏิรูปแนวทาง แก้ไขปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีอย่างครบวงจร เพื่อยุติโศกนาฏกรรมทางสุขภาพที่เรื้อรัง ยาวนานในสังคมไทยโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ
ประเด็นสำคัญที่สุดของการประชุมครั้งนี้ คือการร่วมพิจารณา (ร่าง) กรอบและกระบวนการจัดทำแผนปฏิบัติ การด้านกำจัดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีระยะที่ 2 (พ.ศ. 2569 – 2575) โดยกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ได้เสนอปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการควบคุมโรคปลายเหตุสู่ "การกำจัดโรคอย่างยั่งยืน" มีเป้าหมายสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยยึดหลักธรรมาภิบาลบูรณาการข้ามภาคส่วน และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และชุมชนเป็นเจ้าภาพหลักขับเคลื่อนร่วมกับกองทุนสุขภาพตำบล ควบคู่ไปกับโครงการพัฒนาเครือข่ายการรักษาโรคมะเร็งท่อน้ำดีในเฟสที่ 2 เพื่อแก้ไขปัญหาการรอคอยผ่าตัด และลดภาวะขาดแคลนศัลยแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญนับเป็นการประสานพลังทั้งระบบนโยบายและปฏิบัติการ เพื่อนำประเทศไทยไปสู่ความมั่นคงทางสุขภาวะอย่างยั่งยืน
นพ.ยงเจือ เหล่าศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวว่า แผนปฏิบัติการกำจัดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี พ.ศ. 2569-2575 มุ่งหวังสร้างประเทศไทยที่ปลอดภัยจากการติดเชื้อและการเสียชีวิตอย่างยั่งยืน, โดยกำหนดเป้าหมายสำคัญคือการลดความชุกของพยาธิใบไม้ตับให้ต่ำกว่าร้อยละ 1 และลดอัตราตายจากมะเร็งท่อน้ำดีให้ไม่เกิน 3 ต่อแสนประชากร ผ่าน 6 ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม ตั้งแต่การบูรณาการบริหารจัดการระดับชาติ การสร้างความรอบรู้และอาหารปลอดภัย การจัดการสิ่งปฏิกูลมาตรฐาน 100% ไปจนถึงการพัฒนาระบบคัดกรองวินิจฉัยเชิงรุกที่รวดเร็ว (Fast Track) ด้วยการนำนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์มาใช้ เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังและดูแลรักษาประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ
ขณะที่ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) การจัดทำ แผนยุทธศาสตร์ชาติ ที่ควรมีความชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้จริงมากกว่าเป็นเพียงหลักการทั่วไป เพราะแค่มีแผนหรือยุทธศาสตร์อย่างเดียวนั้นไม่พอ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การนำไปปฏิบัติ (implementation) ที่ต้องมีความชัดเจนในเชิงรูปธรรมว่าใครจะทำอะไรและตรวจวัดอย่างไร โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจนในระดับท้องถิ่น เพื่อให้แผนไม่เป็นเพียงแค่ทฤษฎีที่เขียนขึ้นมาอย่างสวยหรูแต่ขยับเขยื้อนไม่ได้จริง ซึ่งจะช่วยให้เราหลุดพ้นจากวงจรเดิมๆ ที่ประเมินผลแล้วพบว่าไม่มีใครทำอะไร จนสุดท้ายแผนก็ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง
นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ กรรมการฯ กล่าวว่า เรามีวิสัยทัศน์ที่ท้าทายมากในการทำให้ประเทศไทยปลอดจากโรคพยาธิใบไม้ตับและผู้ป่วยไม่ต้องเสียชีวิตจากมะเร็งท่อน้ำดี โดยมีการวางตัวชี้วัดและประเด็นพัฒนาไว้ชัดเจน แต่ปัญหาสำคัญที่ผ่านมาคือกลไกการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ยังมีข้อจำกัดและอ่อนแอ ผมจึงเสนอให้ใช้คณะกรรมการชุดนี้เป็นกลไกหลักในการผลักดันแผนงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานและการสนับสนุนจากกรมที่มีผู้บริหารรุ่นใหม่ซึ่งพร้อมจะขับเคลื่อนงานนี้อย่างเต็มที่
ด้าน นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานฯ กล่าวถึงภาพรวมของการประเมินประสิทธิภาพโครงการผ่านข้อมูลสถิติที่แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในพื้นที่ต่าง ๆ ผู้พูดเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล โดยเฉพาะจำนวนกลุ่มตัวอย่างและการกระจายตัวของข้อมูลเพื่อให้ผลการวิเคราะห์มีความแม่นยำ นอกจากนี้ยังมีการเสนอแนะให้จัดตั้งจุดเฝ้าระวังถาวรเพื่อช่วยให้สามารถเปรียบเทียบความคืบหน้าของแผนงานได้อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ การวิเคราะห์ข้อมูลจึงไม่ควรดูเพียงแค่ผลลัพธ์เริ่มต้นและสุดท้าย แต่ต้องพิจารณารายละเอียดระหว่างทางอย่างถี่ถ้วนเพื่อความรอบคอบในการจัดทำแผนงานจริงในอนาคต มุ่งเน้นไปที่การใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่เข้มงวดเพื่อยืนยันความสำเร็จของนโยบายหรือแผนงานที่ดำเนินการอยู่
สำหรับผลการประเมินแผนยุทธศาสตร์ทศวรรษแรก (พ.ศ.2559-2568) พบว่า ปัญหาพฤติกรรมการบริโภคอาหารยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญ โดยเฉพาะพฤติกรรมการบริโภคปลาร้าและส้มตำดิบสูงถึงร้อยละ 60 ตลอดจนการลักลอบและขาดระบบ การจัดการสิ่งปฏิกูลในชุมชน คณะกรรมการฯ จึงเน้นย้ำถึง "คานงัด" สำคัญ คือการปรับพฤติกรรม ของประชาชนให้กินสุก 100% พร้อมขับเคลื่อนกิจกรรมเชิงรุกอย่างแคมเปญ "ISAN ZERO OV" เพื่อสกัดกั้นวงจรการติดโรคในกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z)
อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะกรรมการสนับสนุนและติดตามการดำเนินงานเพื่อหยุดปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในครั้งต่อไป มีกำหนดจัดขึ้นในเดือนตุลาคม ปีนี้
ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) มีมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ 7.3 พ.ศ.2557 ในการยกระดับ "การกำจัดปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี" เป็นวาระแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อลดอัตราการติดเชื้อ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค เช่น การไม่กินปลาน้ำจืดดิบ และพัฒนาระบบคัดกรองเพื่อรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น








