สช.จับมือหน่วยงานตุรกี ศึกษาต้นแบบการจัดการภัยพิบัติระดับชุมชนในภาคใต้ มุ่งยกระดับความร่วมมือสร้างชุมชนเข้มแข็งรับมือภัยพิบัติอย่างยั่งยืน


image

ระหว่างวันที่ 6–8 กรกฎาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) นำโดย นพ.วรัญญู สัตยวงศ์ทิพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ นายสมเกียรติ พิทักษ์กมลพร ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และผู้อำนวยการ สช.ต. นางสาวณนุต มธุรพจน์ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือระหว่างประเทศ สช. พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ สช. นำผู้เชี่ยวชาญจาก Disaster and Emergency Management Presidency (AFAD) และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานความร่วมมือและการประสานงานแห่งตุรกี (Turkish Cooperation and Coordination Agency: TİKA) รวม 3 คน ลงพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดสตูล เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการภัยพิบัติระดับชุมชน กลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน และระบบการประสานงานระหว่างระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐตุรกี

การศึกษาดูงานตลอด 3 วัน ประกอบด้วยการประชุมหารือร่วมกัน ณ สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ การลงพื้นที่ชุมชนบ้านควนสันติ ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเคยได้รับผลกระทบจากอุทกภัย รวมถึงการศึกษารูปแบบการจัดการน้ำท่วมระดับชุมชนที่บ้านโกตา ตำบลกำแพง อำเภอละงู จังหวัดสตูล และการเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงพยาบาลละงู เพื่อแลกเปลี่ยนบทเรียนและแนวปฏิบัติด้านการรับมือภัยพิบัติในระดับพื้นที่


นางสาวณนุต มธุรพจน์ กล่าวว่า สช. ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม ผ่านยุทธศาสตร์ "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสาธารณะที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะสถานการณ์ภัยพิบัติของประเทศไทยในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น ทั้งอุทกภัย สึนามิ และโรคอุบัติใหม่ จึงจำเป็นต้องยกระดับระบบบริหารจัดการภัยพิบัติบนฐานของชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูลและข้อเสนอเชิงนโยบายให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล


ด้าน Mr. Osman Güleşen ผู้เชี่ยวชาญจาก AFAD ได้นำเสนอแนวทางการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินของประเทศตุรกี โดยเฉพาะมาตรฐานการรับมืออุทกภัยและแผ่นดินไหว ซึ่งกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจนตั้งแต่การแจ้งเตือน การอพยพ การช่วยเหลือ ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างเป็นระบบ พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์และบทเรียนที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันระหว่างสองประเทศ
ขณะที่ Mr. Mehmed Sulku ผู้เชี่ยวชาญจาก TİKA กล่าวว่า การลงพื้นที่ในประเทศไทยครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อประเมินสถานการณ์หลังเกิดภัยพิบัติ ศึกษาศักยภาพของชุมชน และออกแบบโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการจัดการภัยพิบัติ โดยมุ่งให้ประชาชนสามารถเตรียมพร้อม รับมือ และประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐได้อย่างเป็นระบบตั้งแต่นาทีแรกของการเกิดเหตุ พร้อมทั้งนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาต้นแบบและขยายผลสู่พื้นที่อื่นของประเทศไทยในอนาคต


นายชาคริต โภชะเรือง จากมูลนิธิชุมชนสงขลา กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง AFAD, TİKA, สช. และหน่วยงานท้องถิ่น มีเป้าหมายสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและรับมือกับภัยพิบัติได้ในเบื้องต้น โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นทั้งศักยภาพของคนในพื้นที่ ความร่วมมือของทุกภาคส่วน และสภาพปัญหาที่แท้จริง ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนาโครงการให้ตอบโจทย์บริบทของแต่ละพื้นที่

นายวิรัช โอมณี ผู้ใหญ่บ้านชุมชนบ้านโกตา อ.ละงู จ.สตูล กล่าวว่า หลังบทเรียนจากเหตุอุทกภัยที่ผ่านมา ชุมชนได้ร่วมกันจัดตั้งศูนย์ประสานงานรับมือภัยพิบัติระดับท้องถิ่น พร้อมพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครที่เข้าใจบริบทพื้นที่อย่างแท้จริง ลดการพึ่งพาความช่วยเหลือจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังนำเทคโนโลยี GPS และโปรแกรม COPI มาใช้จัดทำฐานข้อมูลพิกัดครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง รวมถึงกำหนดเส้นทางอพยพให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น พร้อมผลักดันให้รูปแบบการจัดการดังกล่าวขยายผลสู่ระดับจังหวัด เพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนอย่างเป็นระบบ


ตัวแทนชุมชนบ้านควนสันติ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กล่าวถึงบทเรียนจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2568 ว่า ความเสียหายส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดการเตรียมพร้อมและข้อจำกัดด้านการคมนาคม เนื่องจากกระแสน้ำเชี่ยวและสิ่งกีดขวางทำให้การเข้าถึงพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงเสนอให้มีการสนับสนุนอุปกรณ์กู้ภัยขั้นพื้นฐาน เช่น เชือก วิทยุสื่อสาร และเสบียงอาหาร เพื่อเพิ่มศักยภาพในการช่วยเหลือตนเองของชุมชนในช่วงก่อนที่ความช่วยเหลือจากภายนอกจะเข้าถึง

ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 คณะผู้แทนจาก สช. และหน่วยงานจากประเทศตุรกี ได้เข้าพบนายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายโสภณ ทองไสย หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเทศบาล เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาระบบการจัดการภัยพิบัติระดับชุมชน


ทั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา ต่างเห็นพ้องกับแนวคิด Community-Based Disaster Management โดยระบุว่าจังหวัดสงขลาได้ดำเนินการฝึกอบรมและจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติให้แก่ชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการภัยพิบัติคือการสร้างความต่อเนื่องของแผนปฏิบัติการ การพัฒนาศักยภาพประชาชน และการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เมื่อเผชิญกับภัยพิบัติในอนาคต

NHCO Q&A