ภาคีร่วมมือ สช. พัฒนาระบบเฝ้าระวังสุขภาพระยะยาว รับมือวิกฤตสารพิษลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง


image

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.69 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จับมือภาคีเครือข่ายเร่งพัฒนาระบบเฝ้าระวังสุขภาพและสิ่งแวดล้อมระยะยาว เพื่อรับมือสถานการณ์สารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง หวังปิดจุดอ่อนข้อมูลกระจัดกระจาย สู่การวางจุดตรวจวัดเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมเตรียมยกระดับข้อเสนอเชิงนโยบายผลักดันสู่วาระแห่งชาติ ขับเคลื่อนผ่านสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น


นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวในการประชุมปรึกษาหารือ ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น จ.นนทบุรี ว่า การแก้ปัญหาสารปนเปื้อนในลุ่มน้ำเป็นเรื่องยาก ยุ่ง และยาว เกินกว่าที่หน่วยงานเดียวจะทำสำเร็จได้ สช. จึงใช้กระบวนการสมัชชาสุขภาพเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม โดยใช้ข้อมูลวิชาการที่แม่นยำเป็นตัวนำ เพื่อให้ทุกภาคส่วนเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันในระยะยาว


ด้าน น.ส.สมพร เพ็งค่ำ จากสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบว่า ปัจจุบันหน่วยงานรัฐหลายแห่งมีการเก็บข้อมูลอยู่แล้ว แต่กระจัดกระจายและไม่เชื่อมโยงกัน ทำให้ไม่สามารถอธิบายต้นทางของสารพิษที่ปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหารหรือร่างกายมนุษย์ได้ คณะทำงานจึงออกแบบระบบเฝ้าระวังใหม่ที่ไม่ใช่แค่การตรวจวัดเป็นครั้งคราวตามคำร้องเรียน แต่เป็นการวางจุดตรวจวัดอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำเพื่อให้เห็นแนวโน้มเชิงพื้นที่ที่ชัดเจน


ขณะที่ ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ระบุว่า วิกฤตโลหะหนักในแหล่งน้ำสำคัญของ จ.เชียงราย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศและสุขภาพ คณะทำงานจึงเสนอให้ยกระดับปัญหานี้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังลุ่มน้ำโขงและแม่น้ำสายหลัก ควบคู่ไปกับการสร้างระบบข้อมูลเปิด (Open Data) และการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุก ระหว่างที่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาจากต้นทางในประเทศเพื่อนบ้านได้


ส่วนการเฝ้าระวังข้ามพรมแดน น.ส.อรอุมา ผลพานิช จากสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง กล่าวว่า กำลังสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคผ่านกรอบ LMC และ MRC เพื่อจัดทำข้อมูลทางวิชาการที่ชัดเจนในการแยกแยะแหล่งที่มาของมลพิษ พร้อมเตรียมลงพื้นที่ไทยและลาวประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งในเชิงสุขภาพและธุรกิจ เพื่อผลักดันมาตรการติดตามตรวจสอบกิจกรรมการลงทุนที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบต่อไป
ทางด้านหน่วยงานปฏิบัติการ ดร.นพ.สุรเดชช ชวะเดช รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยืนยันความพร้อมว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีทีมเฝ้าระวังที่พร้อมลงพื้นที่ตอบโต้และตรวจพิสูจน์ทันที หากพบความผิดปกติในสิ่งแวดล้อมหรือสัตว์น้ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนและเห็นพ้องให้มีการเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านสุขภาพ พร้อมรับทราบข้อเสนอเชิงนโยบายจากแนวทางการขับเคลื่อน 6 ด้าน ซึ่งให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังเชิงรุกด้านสิ่งแวดล้อม ห่วงโซ่อาหาร และสุขภาพ รวมถึงการพัฒนาระบบข้อมูลและการสื่อสารความเสี่ยงอย่างโปร่งใส


โดย นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้เสนอให้มีกลไกกลางหรือพื้นที่กลาง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระบบเฝ้าระวังและผลการตรวจวิเคราะห์จากทุกหน่วยงานให้มีความต่อเนื่อง และเกิดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ระดับปฏิบัติการในชุมชนไปจนถึงระดับนโยบาย

สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่ ล่าสุดผลตรวจคุณภาพน้ำยังคงพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในหลายจุด แม้บางจุดจะเริ่มลดลงเนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝน หน่วยงานภาครัฐจึงยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และเร่งผลักดันระบบเฝ้าระวังนี้เพื่อความปลอดภัยและมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำในระยะยาว

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการ คสช. กล่าวปิดท้ายว่า สช. ยินดีและพร้อมเป็นหน่วยงานกลางในการประสานความร่วมมือ เพื่อเชื่อมโยงทุกหน่วยงานให้เกิดการดำเนินการพัฒนาระบบเฝ้าระวังสุขภาพและสิ่งแวดล้อมร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป

NHCO Q&A