สมัชชาสุขภาพฯ 19 ชูท้องถิ่นเป็นฐานจัดการภัยพิบัติ สช. ตั้งเป้า 3 ปี ปลดล็อก กม. ตั้งกองทุนลดความเสี่ยง


image

งานประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 เปิดเวทีระดมความเห็น “การเตรียมความพร้อมระบบการจัดการภัยพิบัติ” ชูบริหารความเสี่ยง ดันท้องถิ่นเป็นฐานรับมือภัยพิบัติ เน้นดูแลครบวงจรตั้งแต่ป้องกัน เผชิญเหตุ จนถึงฟื้นฟู ด้าน สช. ตั้งเป้าขับเคลื่อน 3 เรื่องใหญ่ภายใน 2-3 ปี ทั้งปลดล็อกข้อจำกัดกฎหมาย จัดตั้งกองทุนลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และพัฒนาระบบข้อมูลชุดเดียวทุกพื้นที่ 

เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2569 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 พ.ศ. 2569 ระหว่างวันที่ 28-29 ต.ค. 2569 ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี ภายใต้ประเด็นหลัก “สังคมอยู่ดีมีพลัง: นโยบายสาธารณะเชิงบวกด้วยหัวใจ” ซึ่งภายในงานมีห้องสร้างนโยบายหัวข้อ “การเตรียมความพร้อมระบบการจัดการภัยพิบัติ” โดย สช. ร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

พญ.ประนอม คำเที่ยง อดีตรองปลัด สธ. ในฐานะประธานคณะทำงานพัฒนาประเด็นระบบสุขภาพในภาวะวิกฤต ของ สช. เปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยพิบัติในปัจจุบันใกล้ตัวประชาชนมากขึ้น นำไปสู่วิกฤติซ้อนวิกฤติ แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามจากหลายภาคส่วนในการขับเคลื่อนการจัดการปัญหา แต่ยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างเต็มที่ จึงจำเป็นต้องหารือเพื่อหาทางขับเคลื่อนเรื่องนี้ ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการในพื้นที่

ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของการหารือครั้งนี้คือการเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อออกแบบระบบจัดการภัยพิบัติที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมในชุมชน การกำหนดว่าเมื่อเกิดเหตุแล้วใครต้องทำอะไร ไปจนถึงการสนับสนุนทรัพยากรและกลไกการทำงานจากภาครัฐ โดยต้องพิจารณาด้วยว่าชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงมีงบประมาณ กองทุน และระบบสนับสนุนที่เพียงพอหรือไม่

นายสรณัฐ ลือโสภณ ผู้อำนวยการส่วนสนับสนุนการมีส่วนร่วม ปภ. กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การดำเนินงานของ ปภ. อาศัยพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564-2570 เป็นกรอบการทำงาน เพื่อจัดการวงจรความเสี่ยงจากสาธารณภัยอย่างครอบคลุม 3 ระยะ ได้แก่ 1. การลดความเสี่ยงจากสาธารณภัย ผ่านการประเมินความเสี่ยงและเตรียมความพร้อม ทั้งการจัดทำแผนปฏิบัติงาน แผนเผชิญเหตุ และระบบเตือนภัย ตลอดจนการป้องกันและลดผลกระทบ 2. การจัดการในภาวะฉุกเฉิน ทั้งการเผชิญเหตุและการบรรเทาทุกข์ และ 3. การฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยให้กลับสู่สภาวะปกติ พร้อมซ่อมสร้างให้ดีกว่าเดิม

นอกจากนี้ ปภ. ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของประเทศ และเป็นตัวกลางเชื่อมโยงที่ทุกภาคส่วนให้ความไว้วางใจ (Trusted Connector) โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการทำงาน ภายใต้หลักการ 3E ได้แก่ 1. Empowerment ทำให้ประชาชนเข้าใจความเสี่ยงจากภัยพิบัติ 2. Engagement ส่งเสริมการเข้าถึงและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และ 3. Embracement พัฒนาความร่วมมือให้เกิดเป็นกลไกจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยในระดับพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ปภ. ยังทำงานร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง และเตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

“ในการทำงานด้านการป้องกันบรรเทาสาธารณภัยมีระบบ มีทรัพยากร มีคนทำทั้งประเทศแล้ว อยากให้ช่วยกันคิดว่า สิ่งที่มีอยู่แล้วทำงานได้จริงหรือไม่ อะไรที่มีแล้วดีอยู่ อะไรที่ยังไม่มี แล้วจะทำอย่างไรให้มีขึ้นมา และเมื่อมีแล้วจะทำงานร่วมกันต่อไปอย่างไร โดยต้องกำหนดขอบเขตการทำงานให้ชัดเจน สุดท้ายสิ่งสำคัญที่สุดคือบทบาทหน้าที่ของตัวเอง เพราะทุกคนและทุกหน่วยงานมีหน้าที่ของตัวเอง ต้องทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่อย่างเคร่งครัด” ผู้อำนวยการส่วนสนับสนุนการมีส่วนร่วม ปภ. กล่าว

นพ.สฤษดิ์เดช เจริญไชย ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข สป.สธ. กล่าวว่า ประเทศไทยเผชิญกับความเสี่ยงที่หลากหลายและซับซ้อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพ ทั้งชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยบทบาทของ สธ. พยายามลดการเสียชีวิต และทำให้หน่วยบริการให้บริการสุขภาพดำเนินต่อเนื่องได้ในทุกวิกฤต พร้อมเปลี่ยนจากการตอบโต้เป็นการบริหารความเสี่ยง ให้มีการประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า มีการบูรณาการแผนข้อมูล และทรัพยากร โดยชุมชนร่วมออกแบบ รวมถึงมีการวัดความสำเร็จจากความสูญเสียที่ป้องกันได้ เพื่อฟื้นฟูให้เข้มแข็งกว่าเดิม

ทั้งนี้ ยกตัวอย่างวิธีคิดของประเทศญี่ปุ่นที่ควรนำมาปรับใช้ โดยเริ่มจากการประเมินผลกระทบล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุ จากนั้นระบุปัจจัยเสี่ยงเพื่อป้องกัน และออกแบบมาตรการป้องกัน เช่น อพยพปลอดภัย อาคารทนภัย หรือระบบไฟฟ้าสำหรับ ท้ายที่สุดจะมีการประเมินและวัดผลกระทบจากการสูญเสีย เป้าหมายของญี่ปุ่นเพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตที่คาดการณ์ลงประมาณ 80% ภายใน 10 ปี ซึ่งหากไทยสามารถนำมาใช้โดยการปรับวิธีคิดและตัวชี้วัด จะสามารถชี้วัดผลลัพธ์ที่ปกป้องชีวิตและสุขภาพได้ 

ขณะเดียวกัน ในมิติของหน่วยบริการหรือโรงพยาบาล มีการขับเคลื่อนโรงพยาบาลปลอดภัย และกระบวนการประเมินเพื่อพัฒนาความพร้อมรองรับสาธารณภัย เป้าหมายเพื่อให้โรงพยาบาลสามารถเปิดบริการได้ต่อเนื่องแม้เกิดสาธารณภัย โดยให้มีการวิเคราะห์ความเสี่ยง และเลือกภัยสำคัญตามที่กำหนด จากนั้นประเมินความเสี่ยง และจัดทำแผนพัฒนา ภายใต้หลักเกณฑ์การประเมิน 5 หมวดหลัก

“อยากเสนอ 3 เรื่องเพื่อชวนให้ขบคิด ได้แก่ 1. ทำอย่างไรให้สามารถรู้ความเสี่ยงล่วงหน้าได้อย่างแท้จริง 2. ทำอย่างไรให้โรงพยาบาล หน่วยบริการ และระบบสุขภาพไม่หยุดชะงัก เพื่อไม่ให้กระทบต่อกลุ่มเปราะบาง และ 3. จะวัดผลอย่างไรให้รู้ว่าการจัดการภัยพิบัติล่วงหน้าประสบความสำเร็จแล้ว” ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข สป.สธ. กล่าว

ดร.เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีการถอดบทเรียนเกี่ยวกับภัยพิบัติจำนวนมาก แต่พบว่ายังไม่มีการนำไปสู่การปฏิบัติจริง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นหากยังวางแผนแบบเดิมอาจจะรับมือไม่ได้ จากการเก็บข้อมูลการถอดบทเรียนอุทกภัยในหลายพื้นที่พบว่าเจอปัญหาในเรื่องเดิม เช่น ก่อนเกิดภัยพบว่า ข้อมูลยังแยกส่วน แจ้งเตือนล่าช้า การบริหารจัดการความเสี่ยงขาดเอกภาพ ระหว่างเกิดภัยพบว่า การสื่อสารในภาวะวิกฤตยังไม่ทั่วถึง ขาดการมีส่วนร่วม และหลังเกิดภัยพบว่า การฟื้นฟูขาดการบริหารจัดการ ติดข้อจำกัด และยังขาดการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ 

ทั้งนี้ 3 เสาหลักในการจัดการภัยพิบัติ 1. ข้อมูลเดียว เชื่อมโยงทุกระยะ 2. ฟื้นฟูเพื่อความยั่งยืน และ 3. ชุมชนเป็นฐานจัดการภัย โดยกรอบการจัดการภัยพิบัติที่คาดหวัง อันดับแรกคือการลดความสูญเสียด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ โดยให้เกิดผลลัพธ์ทั้งมิติด้านโครงสร้างพื้นฐาน การมีส่วนร่วม แผนการจัดการทุกระยะ และชุมชนเข้มแข็ง ถัดมาคือการจัดการตลอดห่วงโซ่ของภัยพิบัติทั้งก่อน ระหว่าง และหลัง ซึ่งทั้งหมดควรจะเริ่มต้นจากชุมชนและท้องถิ่น 

“ภัยพิบัติ อาจจะไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลางอีกต่อไปแล้ว บทเรียนหลายพื้นที่อยู่ที่ชุมชนและท้องถิ่น จะทำอย่างไรให้ท้องถิ่นมีขีดความสามารถ สามารถนำทรัพยากรในท้องถิ่นที่มีอยู่ ถูกนำมาออกแบบให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน เมื่อไรก็ตามที่สามารถผลักเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในกลไกปกติของท้องถิ่นที่อยู่ใกล้กับประชาชนในพื้นที่ได้ คิดว่าการจัดการจะทำให้เกิดความยั่งยืนได้” ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม World Café หัวข้อ “ผ่าทางตัน สู่มาตรการร่วม” เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมกันพัฒนาข้อเสนอที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง โดยแบ่งวงหารือออกเป็น 3 กลุ่มตามระยะการจัดการภัยพิบัติ ได้แก่ 1. การป้องกันและเตรียมความพร้อม 2. การเผชิญเหตุและตอบสนองต่อสถานการณ์ และ 3. การฟื้นฟู

สำหรับระยะที่ 1 การป้องกันและเตรียมความพร้อม มีข้อเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการและเทศบาลจัดทำหลักสูตรให้ความรู้เกี่ยวกับภัยพิบัติตั้งแต่ระดับอนุบาล เพื่อสร้างความเข้าใจและทักษะการรับมือภัยพิบัติตั้งแต่วัยเด็ก นอกจากนี้ ยังเสนอให้ ปภ. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำ “กระเป๋ามหัศจรรย์” สำหรับใช้ในภาวะฉุกเฉินและแจกจ่ายให้ชุมชน รวมถึงส่งเสริมให้ชุมชนจัดทำผังพื้นที่เสี่ยง โดยแบ่งโซนสีเขียว สีเหลือง และสีแดงตามระดับความรุนแรง พร้อมทดสอบระบบและมาตรการเตรียมความพร้อมอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนระยะที่ 2 การเผชิญเหตุและตอบสนองต่อสถานการณ์ มีข้อเสนอให้เชื่อมโยงระบบเตือนภัยไปยังชุมชนผ่านกลไก อปท. และผู้นำชุมชน เพื่อให้ประชาชนได้รับแจ้งเตือนอย่างรวดเร็ว พร้อมจัดตั้งทีมประเมินสถานการณ์ตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด รวมถึงพัฒนาแผนที่ดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการทำงานของทีมกู้ภัยและเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์อพยพ ซึ่งควรจัดเตรียมรองรับทั้งคนและสัตว์ ตลอดจนมีระบบดูแลและเยียวยาสภาพจิตใจของผู้ประสบภัย รวมทั้งควรพัฒนาระบบ One Data One Platform เพื่อให้ทุกหน่วยงานใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการจัดการภัยพิบัติ ส่วนการพยากรณ์สถานการณ์ควรนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลควบคู่กับภูมิปัญญาและความรู้จากชุมชน 

สำหรับระยะที่ 3 การฟื้นฟู พบว่ายังมีข้อจำกัดทั้งด้านบุคลากร องค์ความรู้ กระบวนการเบิกจ่าย และระเบียบราชการ จึงมีข้อเสนอให้ท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการฟื้นฟู เพื่อให้การดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างคล่องตัว พร้อมพัฒนาศักยภาพทีมปฏิบัติงาน จัดทำแผนฟื้นฟูที่ชัดเจน และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานให้เป็นระบบเดียวกัน นอกจากนี้ เสนอให้มีมาตรการดูแลและฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกำหนดแนวทางเยียวยาให้ชัดเจน โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับระเบียบการจัดการพื้นที่ทุ่งรับน้ำ

นายจารึก ไชยรักษ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า ทิศทางการจัดการภัยพิบัติต่อจากนี้ต้องปรับจากการมุ่งตอบโต้เมื่อเกิดเหตุ มาเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงล่วงหน้า โดยมี 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งขับเคลื่อน ได้แก่ 1. การแก้ไขข้อจำกัดด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ 2. การจัดตั้งกองทุนลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เพื่อให้แต่ละหน่วยงานสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ด้วยตนเอง และ 3. การพัฒนาระบบข้อมูลชุดเดียวที่ทุกพื้นที่สามารถใช้ร่วมกันได้

“น่าจะเป็น 3 เรื่องใหญ่ที่ควรจะขับเคลื่อนภายใน 2-3 ปีนี้ให้เป็นจริง ส่วนเรื่องอื่นๆ มีหน่วยงานดำเนินการอยู่แล้ว ทั้งเครื่องมือโรงพยาบาล คู่มือชุมชน การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และการจัดการศูนย์ภัยพิบัติ โดยในวงประชุมครั้งนี้คิดว่าเป็นนิมิตหมายในการเริ่มต้นที่จะทำ 3 เรื่องนี้ให้เป็นจริงขึ้นมา และคิดว่าต่อไปบ้านเราคงไม่เผชิญกับภัยพิบัติ แต่เราจะป้องกันในการจัดการความเสี่ยงได้ดีขึ้น” ผู้ช่วยเลขาธิการ คสช. กล่าว

NHCO Q&A