สำนักจุฬาราชมนตรี ผนึกเครือข่ายสมัชชาสุขภาพ ประกาศเจตนารมณ์ หนุน “มัสยิด” เป็นศูนย์กลางสร้างสุขภาวะ ใช้พลังศรัทธาเชื่อมโยงครอบครัว-ภาคี-คนในชุมชน ร่วมกันสร้างสภาวะแวดล้อมเพื่อลดโรค NCDs ดันให้เกิดเครือข่าย “Healthy Mosque Thailand” ก่อนขยายผลอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2569 คณะกรรมการพัฒนานโยบายสาธารณะ ว่าด้วยการสานพลังสร้างสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ และสำนักจุฬาราชมนตรี จัดเวที “การสานพลังสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อสุขภาวะ (NCD Ecosystem)” พร้อมประกาศเจตนารมณ์ร่วมขับเคลื่อนสุขภาวะมุสลิม ภายในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 พ.ศ. 2569 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และภาคีเครือข่าย ร่วมกันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-29 ต.ค. 2569 ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี

นายประสาน ศรีเจริญ ประธานที่ปรึกษาคณะผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “สานพลังศรัทธา สร้างชุมชนสุขภาพสู่สุขภาวะวิถีมุสลิม” โดยระบุว่า ในหลักการของอิสลามมีการกำหนดเรื่องของสุขภาวะไว้ในตัวบทของศาสนาทั้งหมดอย่างละเอียด นับตั้งแต่เริ่มต้นเกิดมาจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเข้าห้องน้ำ การขับถ่าย การทำความสะอาด การดื่มนมแม่ถึง 2 ปี ฯลฯ โดยศาสนาอิสลามใช้พลังศรัทธาในการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง ผ่านเครือข่าย 3 ประสานที่เรียกว่า “บรม” หรือ บ้าน โรงเรียน มัสยิด เหมือนกับศาสนาพุทธที่มี “บวร” บ้าน วัด โรงเรียน ดังนั้นสุขภาวะที่ดีจึงต้องเริ่มต้นตั้งแต่อยู่ในบ้าน มาสู่การเสริมสร้างความรู้ในโรงเรียน และสุดท้ายมัสยิดเป็นแหล่งสำคัญที่สุด เป็นศูนย์กลางที่มีความผูกพันกับชุมชน สามารถขับเคลื่อนเรื่องสุขภาวะได้
นายประสาน กล่าวถึงข้อเสนอในการขับเคลื่อนเรื่องสุขภาวะว่า ควรมีการประสานกับมัสยิด และชุมชน เพื่อที่จะไปถึงบุคคลต่างๆ เป็นลำดับตั้งแต่สำนักจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ไปจนถึงคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และผู้นำชุมชน ที่จะเป็นผู้ดูแลมัสยิด อบรมให้องค์ความรู้เรื่องสุขภาวะให้กับผู้นำ ซึ่งเขาเหล่านั้นจะมีบทบาทในการถ่ายทอดต่อให้กับสังคมและชุมชน นอกจากนี้สิ่งที่อยากฝากไปถึงมัสยิด คือควรตั้งเป้าหมายอีกประการนั่นคือการดูแลผู้สูงอายุ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย

นพ.โสภณ เมฆธน ประธานคณะกรรมการพัฒนานโยบายสาธารณะฯ บรรยายพิเศษหัวข้อ “NCD Ecosystem ประเทศไทย จากนโยบายสู่พื้นที่และชุมชน” ตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันเกิดตัวอย่างการขยายผลและต่อยอดการทำงานจากมติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น ว่าด้วยการสานพลังสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ที่ขับเคลื่อนงานด้วยแนวคิด 3:5:5 ใน 9 พื้นที่ปฏิบัติการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแนวคิด 3:5:5 สามารถปรับใช้ได้กับทุกบริบทตั้งแต่ระดับจังหวัด ชุมชนศาสนา ไปจนถึงสถานประกอบการเอกชน
สำหรับตัวอย่างการขยายผล อาทิ การดำเนินงานใน จ.กาญจนบุรี ที่บูรณาการ 29 องค์กรผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) สะกิดพฤติกรรมผ่านการขยับกาย 16.00 น. มีการให้โบนัสลดน้ำหนัก สร้างผู้นำต้นแบบ การดำเนินการใน จ.ยะลา ใช้บริบทสังคมพหุวัฒนธรรม สะกิดพฤติกรรมด้วยการงดใช้ลิฟต์ มีการสนับสนุนกิจกรรม Park Run มีกิจกรรมทานอาหารร่วมกัน การดำเนินการใน จ.ตราด ใช้สวัสดิการสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคุมความเค็มในโรงเรียนด้วย Salt Meter หรือบริษัท JH อุตสาหกรรม แก้วงจรป่วย-เครียด-หนี้ของพนักงาน สร้างโรงอาหารนับคาร์บ ตู้สวัสดิการโปร่งใสนับแคลอรี่ สวนผักเก็บฟรี ไปจนถึงสมทบเงินออม คูปองแต้ม แลกส่วนลดค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ
ทั้งนี้ผลลัพธ์เชิงประจักษ์จากการปรับระบบนิเวศเหล่านี้ ทำให้ จ.กาญจนบุรี สามารถลดรอบเอวของผู้นำชุมชนลงได้ 47% จ.ยะลา มีครัวเรือนมากกว่า 700 หลังคา ปรับมาปลูกผักปลอดภัยรับประทานเอง จ.ตราด โรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กควบคุมความเค็มด้วย Salt Meter สำเร็จ 100% ขณะที่ บริษัท JH อุตสาหกรรม สามารถลดค่ารักษาพยาบาลของพนักงานลงได้ 16% วันลาป่วยลด 10%
สำหรับแนวคิด 3:5:5 ประกอบด้วย 3 หลักการสำคัญ ได้แก่ เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Nudge) กลไกการคลังเพื่อสร้างแรงจูงใจ และเครดิตทางสังคม เชื่อมกับ 5 มาตรการสำคัญเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและสร้างทางเลือกสุขภาพดี และ 5 ระบบ/กลไกหนุนเสริม เพื่อทำให้มาตรการเกิดผลในระดับนโยบาย องค์กร และพื้นที่
ในช่วงท้ายของเวที ตัวแทนหน่วยงานภาคีต่างๆ ได้มีการร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ร่วม “สานพลังศรัทธา สร้างชุมชนสุขภาพ สู่สุขภาวะวิถีมุสลิม” โดยสาระสำคัญระบุว่า สุขภาพเป็นรากฐานสำคัญของคุณภาพชีวิต และหลักศาสนาอิสลามให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ การดำเนินชีวิตอย่างสมดุล และการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ขณะที่โรคไม่ติดต่อ (NCDs) เป็นความท้าทายสำคัญที่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี
องค์กรศาสนาและมัสยิดมีบทบาทสำคัญในการใช้พลังศรัทธาและทุนทางสังคมเป็นฐาน เชื่อมโยงครอบครัว ชุมชน และภาคีเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนการสร้างสุขภาวะที่สอดคล้องกับหลักศาสนาและวิถีชีวิตมุสลิม พวกเรา องค์กรศาสนา ภาคสุขภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย จึงขอประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะสานพลังความร่วมมือ เชื่อมโยงนโยบาย NCD Ecosystem สู่การปฏิบัติจริง
สำหรับเจตนารมณ์ที่ประกาศมี 5 ประการสำคัญ ได้แก่ 1. สานพลังศรัทธา เชื่อมโยงนโยบายสู่สุขภาวะวิถีมุสลิม 2. ส่งเสริมมัสยิดเป็นศูนย์กลางการสร้างสุขภาวะชุมชน 3. ร่วมขับเคลื่อนมาตรการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคไม่ติดต่อ 4. บูรณาการความร่วมมือและทรัพยากร เพื่อพัฒนามัสยิดสุขภาวะต้นแบบ 5. สร้างเครือข่าย Healthy Mosque Thailand และขยายผลอย่างยั่งยืน
“พวกเราทุกภาคส่วนขอยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกัน ที่จะเปลี่ยนจากความร่วมมือเชิงนโยบาย สู่การลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อให้มัสยิดเป็นพลังสำคัญในการสร้างชุมชนสุขภาวะ ลดปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องมุสลิมอย่างยั่งยืน” คำประกาศเจตนารมณ์ ระบุ

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา สสส. ได้มีการทำงานร่วมกับกลุ่มมุสลิม โดยอาศัยความเชื่อเป็นฐานสำคัญในการกระจายองค์ความรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ การทำงานเชิงรณรงค์ด้านต่างๆ ให้ถูกหลักของศาสนา จึงมองว่าเป็นกลไกสำคัญที่ต้องพัฒนาศักยภาพ และพัฒนาให้เกิดพื้นที่ต้นแบบของมัสยิด โดย สสส. มีความพร้อมสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ เครื่องมือ ฯลฯ เพื่อร่วมสร้างนวัตกรรมขยายผล Healthy Mosque ต่อไป
นายสุธีรัช มนัสวกุล รองประธานฝ่ายการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า บทบาทของมัสยิดในศาสนาอิสลามมีส่วนสำคัญ ภายใต้ข้อบังคับต่างๆ ที่หลายครั้งแฝงเรื่องอื่นไปพร้อมกัน โดยหนึ่งในข้อบังคับคือการให้มุสลิมทุกคนต้องรักษาสุขภาพ ไม่เป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งเรื่องนี้ครอบคลุมไปในทุกมิติ หรืออย่างการส่งเสริมให้มีการเดินไปปฏิบัติศาสนกิจที่มัสยิดวันละ 5 ครั้ง ก็แฝงการออกกำลังกายไว้ด้วยเช่นกัน

ดร.นงลักษณ์ ยอดมงคล ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช. ได้ขยับมาทำงานร่วมกับหน่วยงานองค์กรศาสนา ไม่ว่าพุทธ คริสต์ อิสลาม โดยมัสยิดถือเป็นศูนย์รวมศรัทธาในพื้นที่ ช่วยในการร่วมกันสร้างข้อตกลง สร้างความเข้าใจการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเชื่อมงานผ่านสิทธิประโยชน์ การคัดกรอง ดูแล และส่งต่อ เช่น บำบัดฟื้นฟูยาเสพติด พร้อมกับการใช้กองทุนสุขภาพในการขับเคลื่อน โดยทิศทางในปี 2570 พร้อมจะสนับสนุน Healthy Mosque ให้เกิดการขยายผลอย่างเป็นระบบต่อไป

นางนิตยา พันธุเวทย์ รองผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สธ. เองก็ได้มีการทำงานผ่านมัสยิด เพราะเป็นศูนย์กลางความศรัทธา ความไว้ใจของคนในชุมชน ที่ประชาชนเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ผ่านมา สธ. ได้ใช้แนวคิดศาสนานำการพัฒนา โดยเริ่มจากสิ่งแวดล้อมภายในศาสนสถาน ด้านโครงสร้าง สุขลักษณะ ก่อนขยับมาที่การพัฒนาคน ส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ พัฒนาอาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพประจำมัสยิด (อส.มย.) ซึ่งปัจจุบันมีมัสยิดส่งเสริมสุขภาพแล้ว 549 แห่ง หรือคิดเป็น 13% ของมัสยิดทั้งหมด โดยมี 266 แห่งสามารถต่อยอดยกระดับจนเกิดความยั่งยืนไปสู่ชุมชน

นายชาตรี ศรีสันต์ ผู้อำนวยการสำนักงานสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ทั่วประเทศพร้อมที่จะให้การสนับสนุน ในการขับเคลื่อนเรื่องสุขภาวะผ่านมัสยิด โดยเร็วๆ นี้จะมีการจัดประชุมใหญ่ในวันที่ 11-13 พ.ย. 2569 ที่สวนนงนุช จึงอยากให้เกิดการพูดคุยร่วมกับ อบจ. ในส่วนของแผนหรือกิจกรรมที่ต้องการให้ อบจ. สนับสนุน โดยเฉพาะการสร้าง Best Practice ให้เกิดขึ้นเป็นตัวอย่าง

ด้าน นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า การรับมือกับโรค NCDs เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ซึ่งมัสยิดเองถือเป็นศูนย์กลางของการดูแลผู้คน ครอบครัว ชุมชน จึงน่าจะเป็นช่องทางการขับเคลื่อนที่ดี โดยล่าสุดมี ธรรมนูญสุขภาพลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชนมัสยิดจังหวัดสตูล ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2569 รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ที่สามารถเป็นต้นแบบ ช่วยให้เราขับเคลื่อนไปด้วยกันได้ โดย สช. จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานเชื่อมประสานพลังทุกภาคส่วนเพื่อดำเนินการแก้ปัญหา NCDs สร้างให้เกิดสุขภาวะที่ดีในชุมชนมัสยิด และทั่วประเทศต่อไป


