กินดิบคำเดียว ชีวิตเสี่ยงล้มเป็นโดมิโน


VIEW: 133   SHARE: 0     02-07-2026

image

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่ที่มีความชุกของโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทย สาเหตุสำคัญสัมพันธ์กับพฤติกรรมและวัฒนธรรมการกิน

ว่ากันเฉพาะ Gen Z มีการสำรวจพบว่า เพราะไม่เห็นโทษอย่างทันทีทันใดจากการกินดิบ และเชื่อว่าถ้าป่วยก็รักษาให้หายได้ ผลกระทบสุขภาพจึงมีน้ำหนักเบากว่าความสุขที่ได้จากอาหารรสแซ่บ

ดร.ดนัย หวังบุญชัย ผู้จัดการแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในฐานะคณะทำงานด้านการสื่อสาร ภายใต้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้าง “นวัตกรรมการสื่อสาร” ภายใต้โครงการ “ISAN ZERO OV MEDIA HACKATHON” ที่ได้รับโจทย์มาให้สร้างความตระหนักแก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ เล่าว่า หลังได้รับโจทย์จากทางสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี ให้ดำเนินโครงการเพื่อลดความเสี่ยงของพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี จึงทำการศึกษา

ทั้งนี้พบว่า ๒ องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดความเสี่ยงมาจากพฤติกรรมการบริโภค และการรับรู้ ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Insight) ทำให้ทราบว่า กลุ่ม Gen Y เคยรับรู้เรื่องการรณรงค์ไม่ทานดิบ แต่ในกลุ่ม Gen Z แทบไม่มีการเชื่อมโยงระหว่างการทานดิบกับพยาธิใบไม้ตับเลย

เมื่อโจทย์คือการทำให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ตระหนักรู้ถึงปัญหาว่าการบริโภคอาหารดิบ โดยเฉพาะเมนูยอดฮิตของคนอีสาน เช่น ก้อยปลาดิบ ปลาส้ม ส้มตำปลาร้า เป็นสาเหตุที่ทำให้คนติดพยาธิใบไม้ตับ จึงนำไปสู่การทำการบ้านเพื่อค้นหา Insight ของกลุ่ม Gen Z เพิ่มเติม ไม่ว่าในแง่ของพฤติกรรมการบริโภคอาหาร หรือพฤติกรรมการเสพสื่อ เพื่อนำมาตีโจทย์ของการสื่อสารที่จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมการบริโภค

“Insight สำคัญที่เราพบเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารดิบ มีความใกล้เคียงกับเรื่องของบุหรี่และแอลกอฮอล์ นั่นคือวัยรุ่นเขาไม่กลัวตาย เพราะรู้สึกว่ามันยังไม่ส่งผลในวันนี้ ส่วนใหญ่บอกว่าทานดิบแล้วไม่เห็นเป็นอะไรเลย ถึงติดพยาธิไปก็ไม่เป็นไร ไปซื้อยากินเดี๋ยวก็หาย แต่ความจริงแล้วพยาธิมันก็เหมือนกับบุหรี่และแอลกอฮอล์ คือกว่าที่เขาจะเกิดอาการเจ็บป่วยจนรู้ตัว มันก็กลายเป็นมะเร็งไปแล้ว ซึ่งข้อมูลสถิติก็แสดงให้เราเห็นว่าจากพยาธิใบไม้ตับไปเป็นมะเร็งท่อน้ำดี มันต้องใช้เวลา ๑๐-๑๕ ปีขึ้นไป ฉะนั้นเราจะทำอย่างไรให้เขาเชื่อมโยงในส่วนนี้ได้”

แนวคิดสำหรับการสื่อสารในประเด็นนี้ ดร.ดนัย เรียกว่า ‘Domino Effect’ นั่นคือการชี้ให้วัยรุ่นได้เห็นผลกระทบที่เป็นห่วงโซ่ว่า “การทานดิบเพียงคำเดียวในวันนี้ อาจทำให้ความฝันในอนาคตของเขานั้นล้มลงเป็นโดมิโนได้” เพราะเมื่อเขาติดพยาธิใบไม้ตับ แปลว่าอนาคตของเขาจะไม่มีความแน่นอนแล้ว ไม่ว่าความฝันที่อยากจะมีครอบครัวอบอุ่น ได้เป็นอินฟลูเอนเซอร์ เป็นเจ้าของกิจการ ฯลฯ ทั้งหลายอาจพังลงได้ ซึ่งพบว่าการสื่อสารเรื่องเหล่านี้ ‘โดนใจ’ วัยรุ่นได้มากกว่า


ติดอาวุธคนรุ่นใหม่ ให้เป็น ‘Change Agent’

เมื่อได้แนวคิดการสื่อสารแล้ว ภารกิจถัดมาคือการดึงให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการสื่อสารรณรงค์เรื่องนี้แบบเนียนๆ นั่นจึงกลายเป็นที่มาของโครงการจัดประกวดนวัตกรรมการสื่อสาร “ISAN ZERO OV MEDIA HACKATHON” ขึ้น เพื่อให้เกิดสื่อในแบบลักษณะที่คนรุ่นใหม่คิดเอง ทำเอง แล้วถูกนำไปขยายกับกลุ่มของเขาเอง ภายใต้กุศโลบายให้คนรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมทำสื่อในกิจกรรมนี้ กลายเป็นต้นแบบที่ได้ร่วมเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ไปด้วย เป็นกระบวนการ ‘User-Generated Content’

ส่วนกลุ่มเป้าหมายของโครงการก็ได้มุ่งเน้นไปในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงหลักของพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี แต่ทางโครงการได้เริ่มทำเป็นพื้นที่ Sandbox นำร่องก่อนใน ๕ จังหวัดที่มีความชุกและความหนาแน่นสูง คือ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และ หนองคาย

“เด็กกว่า ๑๐๐ - ๒๐๐ คนที่ได้เข้ามาร่วมกิจกรรมนี้ เขาก็จะได้ Input ที่สำคัญเข้าไป เพราะการจะทำสื่อรณรงค์เรื่องนี้ เข้าก็ต้องศึกษาข้อมูลให้เข้าใจถึงประเด็นปัญหานี้เสียก่อน โดยนอกจากความรู้ในเรื่องพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี เรายังเพิ่ม Input ของการทำสื่อในเชิงนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นการทำสื่อแบบโต้ตอบ Immersive Interactive Media การใช้เทคโนโลยี AR, VR บน Web-based หรือเครื่องมือต่างๆ ไปจนถึงบอร์ดเกม ทั้งหมดเราพาไอดอลมาให้คุณเรียนได้ฟรีเมื่อมาเข้าร่วมโครงการกับเรา อย่างเช่นหากจะทำละคร เราก็มีครูกระบวนการละครที่เป็นไอดอลมาให้คุณ หรือหากจะทำ TikTok เราก็มี TikToker ที่มีคนตามระดับหลักล้านมาให้คุณเรียนด้วย”

ดร.ดนัย ให้ภาพต่อมาถึงผลลัพธ์ปลายทางของกระบวนการดังกล่าว ภายหลังทางโครงการได้รับสื่อนวัตกรรมออกมาจำนวน ๒๐ ชิ้นงาน ของ ๒๐ ทีมที่เป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่จากรั้วมหาวิทยาลัยและโรงเรียนภายพื้นที่ในภาคอีสานแล้ว เขาเหล่านี้ก็จะกลายเป็นผู้นำของการเปลี่ยนแปลง หรือ ‘Change Agent’ ที่จะเป็นต้นแบบของการรณรงค์ต่อไปภายในสถานศึกษาของเขา ซึ่งทางโครงการเองยังมีแผนที่จะสร้างเครือข่ายเพื่อทำสื่อขยายผลต่อไปหลังจากนี้อีกด้วย

“สื่อที่ผลิตออกมาตอนนี้ก็ถูกนำไปรณรงค์ในสถานศึกษาต่างๆ หลายแห่ง แล้วเราก็จะทำในลักษณะของโรดโชว์ไปตามที่ต่างๆ นำผลงานน้องๆ ที่เป็นต้นแบบเหล่านี้ไปให้สถานศึกษาอื่นๆ ดูว่าเขาอยากที่จะร่วมทำสื่อแบบนี้ด้วยหรือไม่ ซึ่งเราก็จะเปิดโอกาสให้เข้ามาทำ นอกจากนี้ตัวสื่อของแคมเปญทั้ง ๒๐ ชิ้น เราจะมีการให้มืออาชีพเข้ามาตัดต่อ จัดวางใหม่ จนกลายเป็นงานที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสื่อสารขยายผลต่อไป”


ดันการสื่อสารสู่ ‘สมัชชาฯ คนรุ่นใหม่’

ทั้งนี้ ดร.ดนัย ได้ให้มุมมองต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่พบว่ามี ‘Generation Gap’ หรือช่องว่างของการสื่อสารที่หายไป ท่ามกลางองค์ความรู้ในปัจจุบันซึ่งเป็นที่รับรู้กันชัดเจนว่า พยาธิใบไม้ตับเป็นสาเหตุของมะเร็งท่อน้ำดี แตกต่างจากในอดีตเมื่อ ๒๐ ปีก่อนที่อาจยังพิสูจน์ไม่ได้ จึงอาจมีความเชื่อผิดๆ ว่า “เป็นพยาธิกินยาถ่ายเดี๋ยวก็หาย” ทว่าด้วยข้อมูลองค์ความรู้ที่เพิ่มขึ้นนั้น กลับเผชิญกับกระแสความท้าทาย (Challenge) ใหม่ๆ ที่เข้ามา ตัวอย่างเช่น อินฟลูเอนเซอร์สายกินดิบ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารดิบๆ ซอยจุ๊ หรือปลาที่นำมาทานสดๆ เป็นต้น ซึ่งกลายเป็นที่นิยมในหมู่ Gen Z ที่ดูแล้วรู้สึกสนุก

“สิ่งที่เราสังเกตคือคน Gen Z ติดพยาธิใบไม้ตับกันเยอะ ซึ่งเขาเองก็รู้สึกช็อกกันมาก อย่างคนที่เข้าร่วมเวิร์กช็อปกับเรา ๑๒๐ คน พบว่ามีติดพยาธิใบไม้ตับถึง ๔๔ คน โดยที่เขาเองก็ไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน และไม่เคยคิดว่าตัวเองจะติด ซึ่งเราสงสัยว่าอาหารที่มีความเสี่ยงและใกล้ตัวเขามากที่สุด น่าจะเป็นส้มตำปลาร้าที่ซื้อมาจากแม่ค้าตามข้างทาง ที่อาจมีการใช้ปลาร้าดิบมาผสมด้วย แล้วเวลาทำก็ใช้ครกเดียวกันไม่เคยล้าง หรือเขียงเดียวกันใช้หั่นปลาร้าก็มีการหั่นผักต่อ เป็นต้น จึงอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้พบการติดร่วมกันหลายเคส”

อย่างไรก็ตาม ด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยีปัจจุบันนั้น ทำให้เราสามารถตรวจหาพยาธิใบไม้ตับได้ง่ายและสะดวก ด้วยนวัตกรรมชุดตรวจ OV-ATK ที่ให้ผลได้รวดเร็วจากการตรวจตัวอย่างปัสสาวะ เป็นจุดเปลี่ยนที่ช่วยให้กลุ่มเสี่ยงสามารถตรวจและทราบผลได้ง่ายมากขึ้น สิ่งที่ควรดำเนินการต่อไปจึงเป็นการสร้างความตระหนักรู้ของผู้คน โดยดึงเอาพลังของคน Gen Z มาร่วมกันพัฒนาและสร้างนวัตกรรมการสื่อสาร และเป็นตัวแทนในการร่วมรณรงค์เรื่องนี้

“ส่วนการขยับขับเคลื่อนในเชิงนโยบาย เราก็มองกันว่าถ้าเปิดพื้นที่ให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เป็นตัวแทนในการนำเสนอนโยบายเรื่องนี้ด้วย ก็น่าจะดี ดังนั้นในหัวข้อของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ปีนี้ เรายังจะมีกิจกรรมสมัชชาสุขภาพคนรุ่นใหม่ ที่ให้น้องๆ ได้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน และเป็นตัวแทนในการเล่าเรื่องว่า ถ้าเราจะรณรงค์เรื่องพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในภาคอีสานให้ประสบความสำเร็จ มันควรมีกระบวนการ ยุทธศาสตร์ และนโยบายที่สำคัญอะไร แล้วให้น้องๆ เข้ามาเป็นผู้นำเสนอเรื่องนี้ในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ที่จะจัดขึ้นในเดือน ต.ค. 2569 นี้”

ดร.ดนัย ให้ข้อมูลว่า ก่อนที่จะถึงงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ จะมีการจัดกระบวนการสมัชชาสุขภาพคนรุ่นใหม่ขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยในกลุ่มของภาคอีสานจะมีการผลักดันให้ขับเคลื่อนเรื่องของพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งเชื่อว่าหากคนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ในการร่วมคิด ร่วมออกแบบ และร่วมทำ เชื่อว่าพลังของเยาวชนจะสามารถผลักดันนโยบายที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้

“เพราะเยาวชนคนรุ่นใหม่มีเวลามากกว่าเจนอื่นๆ อย่าง Gen Z ยังมีเวลาอย่างน้อยที่สุด ๔๐-๕๐ ปี ในการที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนและผลักดันเรื่องเหล่านี้ ฉะนั้นถ้าเราปลูกฝังให้เขาเป็น Active Citizen เป็นพลเมืองที่ใส่ใจในเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ของบ้านเมือง ของชุมชน ของสุขภาพ จากหน่ออ่อนต่อไปเขาก็จะกลายเป็นต้นกล้าที่แข็งแรง ที่จะไปผลักดันในเรื่องราวเหล่านี้ได้ดี”

 

NHCO Q&A