‘พลังงานชุมชน’ เมื่อค่าไฟแพง คำตอบอาจอยู่ที่ ‘ชุมชน’


VIEW: 51   SHARE: 1     08-05-2026

image

… นาตยา พรหมทอง


ทุกครั้งที่เกิดสงคราม น้ำมันแพง ค่าไฟขึ้น คนที่รับภาระหนักที่สุดคือคนตัวเล็ก-ครัวเรือนรายได้น้อย คนพิการ ผู้เช่าที่อยู่อาศัย และชุมชนห่างไกล วิกฤตตะวันออกกลางต้นปี ๒๕๖๙ ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นเกือบร้อยละ ๙ ย้ำอีกครั้งว่า ไทยยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลสูงถึงร้อยละ ๘๐ แต่ก่อนวิกฤตจะเกิดขึ้น สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และภาคีเครือข่าย ได้เตรียมทางออกไว้แล้ว


--- พัฒนาข้อเสนอ เดินหน้าก่อนวิกฤต --- 
เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๘ ได้ผ่านมติ “การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์” ซึ่ง สช. ร่วมกับภาคีอย่าง กรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯ (พพ.) สวทช. พอช. สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ สมาคม อบจ. และเครือข่ายต่างๆ พัฒนาข้อเสนอมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ ผ่านเวทีรับฟังทั้งในพื้นที่และส่วนกลางกว่า ๗ เวที

หัวใจของมตินี้คือ “ความมั่นคงทางพลังงานของครัวเรือน คือปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ” พูดง่ายๆ คือ ถ้าค่าไฟแพงจนครอบครัวต้องตัดค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล นั่นคือปัญหาสุขภาพ

--- “พลังงานชุมชน” คืออะไร? ---
ไม่ใช่แค่ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านใครบ้านมัน แต่หมายถึงการที่ชุมชนรวมตัวกัน จัดตั้ง เป็นเจ้าของ และบริหารระบบผลิตไฟฟ้าร่วมกัน เช่น ตั้งแผงโซลาร์บนที่สาธารณะแล้วแบ่งปันไฟฟ้ากัน ลดค่าไฟได้จริง สร้างอาชีพช่างชุมชนในท้องถิ่น และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

แต่ปัญหาคือไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับพลังงานชุมชน ชุมชนไม่สามารถผลิตไฟฟ้าจากที่ดินกลางแล้วส่งผ่านสายส่งของการไฟฟ้าไปยังบ้านสมาชิกแต่ละหลังได้ (เรียกว่าติดปัญหา Third-party Access) การติดตั้งแบบรวมกลุ่มจึงยังมีน้อยมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ นี่คือช่องว่างเชิงโครงสร้างที่มติเสนอให้ปลดล็อก


--- มติเสนออะไร? ---

มติสมัชชาสุขภาพนี้ แบ่งข้อเสนอออกเป็น ๒ ส่วน รวม ๗ ข้อ

ส่วนที่ ๑ สร้างพลังให้ชุมชน (๑) สร้างแพลตฟอร์มข้อมูลกลางด้านพลังงาน+กลไกระดับจังหวัด+อปท. เป็นศูนย์ให้คำปรึกษา+อบรมช่างชุมชน (๒) ผลักดันกฎหมายรองรับ “กิจการพลังงานชุมชน” เปิด Third-party Access พร้อมกลไกการเงินเฉพาะทาง (๓) อปท. เป็นแกนขับเคลื่อน — นำร่องโซลาร์ในโรงเรียน-โรงพยาบาล จัดการซากแผง จัดทำแผนรับมือภัยพิบัติ

ส่วนที่ ๒ โครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ (๔) ยกระดับมาตรฐานแผงและบริการติดตั้ง (๕) พัฒนา Smart Grid รองรับพลังงานกระจายศูนย์ (๖) ปฏิรูปค่าไฟให้เป็นธรรมทุกกลุ่ม ป้องกันไม่ให้คนจนแบกภาระแทนคนรวยที่ติดโซลาร์ (๗) จัดการซากแผงโซลาร์ครบวงจรด้วยหลัก EPR


--- ปมปัญหา “วงจรกับดักต้นทุน” (Utility Death Spiral) --- 
ลองนึกภาพ หากคนมีทุนติดโซลาร์ใช้เองจำนวนมาก ซื้อไฟจากการไฟฟ้าน้อยลง แต่การไฟฟ้ายังต้องดูแลสายส่งทั้งระบบ ภาระค่าบำรุงรักษาก็จะถูกผลักไปยังคนที่ไม่มีกำลังติดตั้ง นักวิชาการเรียกว่า “วงจรมรณะของกิจการไฟฟ้า” (Utility Death Spiral) 

กล่าวคือ ค่าไฟแพง → คนมีทุนหนีไปใช้โซลาร์ → รายได้การไฟฟ้าลด → ค่าไฟแพงขึ้นอีก → คนจนแบกภาระหนักขึ้น

ประเด็นที่ท้าทายที่สุดคือการบริหารจัดการ “ต้นทุนคงที่” ของระบบไฟฟ้า ลองนึกภาพว่าการไฟฟ้ามีค่าดูแลสายส่งและโรงไฟฟ้าสำรองเดือนละ ๑ ล้านบาท โดยมีผู้ใช้ไฟฟ้าช่วยกันหารต้นทุนนี้ผ่านการซื้อไฟ ๑ ล้านหน่วย เท่ากับว่าไฟทุกหน่วยจะมีค่าดูแลระบบแฝงอยู่ ๑ บาท

เมื่อคนที่มีทุนหันไปติดโซลาร์เซลล์เองมากขึ้น ยอดซื้อไฟจากการไฟฟ้าลดลงเหลือเพียง ๕ แสนหน่วย แต่ต้นทุนสายส่งล้านบาทนั้นลดไม่ได้

วิกฤตที่ตามมาคือ เมื่อตัวหารลดลง ค่าดูแลระบบจะกระโดดจาก ๑ บาท เป็น ๒ บาทต่อหน่วยทันที

แล้วใครคือคนแบกรับ? กลุ่มที่หนีจากระบบไม่ได้ คือผู้มีรายได้น้อย ผู้เช่าบ้าน หรือชาวคอนโดที่ไม่มีพื้นที่ติดโซลาร์ หากเราส่งเสริมโซลาร์โดยไม่บริหารจัดการ "ตัวหาร" ให้ดี คนที่หนีไม่พ้นจะต้องแบกรับค่าไฟที่แพงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อแบกรับต้นทุนให้คนที่ติดโซลาร์ไปก่อนหน้า

มติจึงไม่ได้แค่บอกให้ติดโซลาร์ แต่เสนอให้ปฏิรูปทั้งระบบ ทั้งกฎหมาย กลไกการเงิน มาตรฐาน โครงข่ายไฟฟ้า ค่าไฟ และการจัดการซากแผง-ครอบคลุมตลอด “วงจรชีวิต” ของเทคโนโลยี ไม่ทิ้งปัญหาไว้ให้คนรุ่นหลัง


--- โลกทำอย่างไร ? ---
จากการศึกษาเปรียบเทียบ ๖ ประเทศ พบว่าไทยไม่ควรลอกโมเดลใดทั้งดุ้น เพราะโครงสร้างตลาดไฟฟ้าและอำนาจท้องถิ่นต่างกัน แต่ควรเลือกหยิบจุดแข็งมาผสมเป็น “Thai Hybrid Community Energy Model”

🇮🇳 อินเดีย: เริ่มจาก Solar Home System สำหรับพื้นที่ห่างไกล ฝึก “ช่างเท้าเปล่า” (Barefoot College) ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอแก้กฎหมาย 

🇺🇸 สหรัฐอเมริกา: ระบบ “โซลาร์เพื่อคนไม่มีหลังคา” (Community Solar) ซึ่งเปิดโอกาสให้คนที่อยู่คอนโดหรือบ้านเช่าสามารถร่วมเป็นเจ้าของแผงโซลาร์ในพื้นที่ส่วนกลาง และรับส่วนลดค่าไฟผ่านระบบบัญชีเสมือน (Virtual Net Metering) กำหนดสัดส่วนสำหรับผู้มีรายได้น้อยร้อยละ ๒๕-๓๐ ทำได้แม้ตลาดไฟฟ้ายังไม่เสรี

🇯🇵 ญี่ปุ่น: การให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ร่วมลงทุนกับเอกชนเพื่อผลิตไฟฟ้า และนำกำไรมาดูแลสวัสดิการผู้สูงอายุในพื้นที่ ซึ่งตอบโจทย์สังคมสูงวัยของไทยอย่างยิ่ง

🇩🇪 เยอรมนี: สหกรณ์พลังงานกว่า ๑,๐๓๘ แห่ง (DGRV, ๒๐๒๔) ประชาชนร่วมลงทุนเป็นเจ้าของจริง กำลังปฏิรูปค่าไฟแยก Grid Fee ออกจากค่าพลังงาน — เป็นเป้าหมายระยะยาวของไทย

🇩🇰 เดนมาร์ก: ท้องถิ่นเป็นแกนจัดการพลังงาน จ่ายไฟ ๑.๗ ล้านครัวเรือน ใช้พลังงานหมุนเวียนร้อยละ ๖๕ แล้ว เริ่มเปิดทดลองค่าไฟแบบแบ่งปันพลังงานในชุมชน

🇦🇺 ออสเตรเลีย: ชุมชนร่วมลงทุนแบตเตอรี่กลาง เก็บไฟส่วนเกินตอนกลางวัน แจกจ่ายกลับตอนกลางคืน ลด peak ลดค่าไฟ ทำได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างตลาด


-- ไทยอยู่ตรงไหน และควรเรียนรู้อะไร? ---

🇹🇭 ประเทศไทย: ตอนนี้ข่าวดีคือรัฐบาลเริ่มขยับแล้ว คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) อนุมัติโครงการโซลาร์ชุมชน Quick Big Win รวม ๑,๕๐๐ เมกะวัตต์ (ไม่เกิน ๑๐ MW ต่อไซต์ รับซื้อที่ ๒.๒๕ บาท/หน่วย สัญญา ๒๕ ปี) พร้อมโควตาโซลาร์ชุมชน ๔๐๐ เมกะวัตต์ต่อปี และมาตรการลดหย่อนภาษีหลังคาบ้านสูงสุด ๒ แสนบาท เป้าหมาย ๙ หมื่นครัวเรือน แต่ช่องว่างยังมี
 ช่องว่างดังกล่าวคือ ไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับพลังงานชุมชน ยังไม่เปิด Third-party Access มอก. แผงโซลาร์ยังเป็นภาคสมัครใจ ยังไม่มีมาตรฐานแผงมือสองและแบตเตอรี่ และคาดว่าจะมีซากแผงหมดอายุ ๖.๒-๗.๙ แสนตัน แต่ยังไม่มีระบบบังคับให้ผู้ผลิตรับผิดชอบ (EPR) มตินี้จึงเป็นแผนที่นำทางในการปลดล็อกทุกอุปสรรค

ปัจจุบัน สช. กำลังผลักดันมติสมัชชาฯ เข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) พร้อมเตรียมจัดเวทีสื่อสารนโยบาย (Policy Dialogue) ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ GIZ และภาคีที่เกี่ยวข้อง และจะรายงานความก้าวหน้าต่อสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๒๐ เป้าหมายระยะยาวคือให้ไทยมีกรอบกฎหมายพลังงานชุมชนที่ชัดเจน เปิดโครงข่ายไฟฟ้าให้ชุมชนใช้ได้จริง และทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม

เพราะวิกฤตพลังงานไม่ได้มาเตือนแค่ว่าน้ำมันแพง แต่มาบอกว่าถึงเวลาแล้วที่ “พลังงาน” จะเป็นเรื่องของ “พวกเราทุกคน”

 

NHCO Q&A