รู้กฎหมายภัยพิบัติ: สิทธิ หน้าที่ และพลังชุมชนเพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืน


VIEW: 196   SHARE: 4     27-01-2026

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนำมาซึ่งภัยธรรมชาติที่รุนแรงและคาดการณ์ได้ยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมฉับพลัน พายุฤดูร้อน หรือแม้แต่ภัยจากโรคระบาดและฝุ่นควันพิษ “ภัยพิบัติ” จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป การเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นมากกว่าการรู้ข้อบังคับ แต่คือการสร้างความตระหนักรู้ ที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิ ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง และรักษาไว้ซึ่งสุขภาวะที่ดีแม้ในยามวิกฤต

๑. กฎหมายแม่บท: ความปลอดภัยภายใต้อำนาจการจัดการ

พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ คือกฎหมายหลักที่วางโครงสร้างการจัดการภัยของประเทศไทย ประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องทำความเข้าใจคือ “อำนาจของเจ้าพนักงาน” ในขณะเกิดภัย ซึ่งมีวัตถุประสงค์สูงสุดเพื่อรักษาชีวิตของประชาชน กฎหมายให้อำนาจผู้อำนวยการในแต่ละระดับ (เช่น นายก อบต. นายกเทศมนตรี นายอำเภอ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด) ในการสั่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย หรือห้ามเข้าไปในพื้นที่ที่อาจเกิดอันตราย

          นอกจากนี้ ในกรณีวิกฤตที่รัฐอาจจำเป็นต้องใช้เครื่องมือหรือที่ดินของเอกชนเพื่อระงับภัย (เช่น การทำคันกั้นน้ำหรือทางระบายน้ำฉุกเฉิน) กฎหมายระบุว่ารัฐสามารถดำเนินการได้แต่ต้องมีการจ่าย “ค่าชดเชยที่เป็นธรรม” ในภายหลัง การร่วมมือกับเจ้าหน้าที่จึงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่มาพร้อมกับการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินไปพร้อมกัน

๒. สิทธิในความร่วมมือ: พลังชุมชนตามกฎหมายสุขภาพแห่งชาติ

หัวใจสำคัญของการ “สานพลัง” คือการสร้างส่วนร่วม ซึ่งสอดคล้องกับ พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ กฎหมายฉบับนี้ยืนยันว่าสุขภาพไม่ใช่แค่การไม่เจ็บป่วย แต่คือความสมบูรณ์ของมนุษย์ทั้งทางกาย จิต ปัญญา และสังคม โดยเฉพาะมาตรา ๕ ที่ระบุว่า “บุคคลมีสิทธิในการดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ” ดังนั้นประชาชนย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากรัฐเพื่อให้ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และควรได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยพิบัติอย่างรวดเร็วและทั่วถึง เพื่อให้สามารถตัดสินใจป้องกันตนเองได้ทันท่วงที

          ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายยังส่งเสริมให้ชุมชนรวมตัวกันสร้าง “ธรรมนูญสุขภาพพื้นที่” หรือกติกาชุมชนในการรับมือภัยพิบัติ เช่น การสำรวจรายชื่อกลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียงในหมู่บ้าน เพื่อจัดลำดับการช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน การมีแผนรับมือที่มาจากเสียงของคนในพื้นที่เองเช่นนี้ คือการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อสร้างสุขภาวะที่เข้มแข็งจากฐานราก

๓. การสาธารณสุข: ป้องกัน “ภัยซ้อนภัย” หลังวิกฤต

เมื่อน้ำลดหรือเหตุการณ์สงบลง ภัยที่น่ากลัวไม่แพ้กันคือโรคระบาดที่มากับความสกปรก พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ จึงมอบอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลเรื่องสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการจัดการขยะชิ้นใหญ่ที่มากับน้ำ การกำจัดสิ่งปฏิกูล หรือการควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค ประชาชนมีหน้าที่จัดการพื้นที่ของตนเองให้ถูกสุขลักษณะตามคำแนะนำ และมีสิทธิร้องขอให้รัฐเข้าดำเนินการจัดการสิ่งที่เป็น “เหตุรำคาญ” หรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพในพื้นที่ส่วนรวม เพื่อไม่ให้เกิดโรคระบาดซ้ำเติมความเดือดร้อนที่เผชิญอยู่

๔. สิทธิการเยียวยา

หัวใจของการฟื้นฟูคือการได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงผ่าน ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๖๒ เมื่อรัฐประกาศให้พื้นที่นั้นเป็นเขตพื้นที่ประสบภัย ประชาชนต้องรักษาสิทธิของตนเองโดยการ:

● บันทึกหลักฐาน: ถ่ายภาพความเสียหายของที่อยู่อาศัย พื้นที่เกษตร หรือปศุสัตว์ไว้อย่างละเอียด

ยื่นความจำนง: รีบแจ้งความเสียหายต่อผู้ใหญ่บ้าน อบต. หรือเทศบาล ภายในระยะเวลาที่กำหนด (โดยปกติไม่เกิน ๙๐ วัน)

การเข้าถึงสิทธิ: รัฐมีงบประมาณสนับสนุน ทั้งค่าจัดการศพกรณีมีผู้เสียชีวิต ค่าซ่อมแซมบ้านตามความเสียหายจริง (ภายใต้เพดานที่กำหนด) และค่าเครื่องมือประกอบอาชีพเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาลุกขึ้นยืนได้อีกครั้งโดยเร็ว

 

บทสรุป

การรับทราบสิทธิตามระเบียบกฎหมายอันเกี่ยวเนื่องกับภัยพิบัติไม่ใช่เพียงเรื่องของการปฏิบัติตามข้อบังคับ แต่คือการเข้าใจ “ระบบ” ที่จะช่วยให้เราอยู่รอดและได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม เมื่อประชาชนรู้หน้าที่และเข้าใจสิทธิ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และชุมชน จะกลายเป็นพลังสำคัญที่ช่วยลดความสูญเสีย และสร้างความมั่นใจว่า ไม่ว่าวิกฤตจะรุนแรงเพียงใด เราจะสามารถก้าวผ่านไปได้ด้วยความเข้มแข็งและคงไว้ซึ่งสุขภาวะที่ยั่งยืน

NHCO Q&A