
สถานการณ์ของโลกและประเทศไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับ “ภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต (Polycrisis)” อันเกิดจากปัจจัยหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ โรคระบาด ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตเศรษฐกิจและพลังงาน ตลอดจนความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งล้วนเกิดขึ้นพร้อมกันและเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อชีวิต สุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของมนุษยชาติ
ตัวอย่างที่ประจักษ์ชัด ได้แก่ การระบาดของโรคโควิด-19 วิกฤตสภาพภูมิอากาศ วิกฤตอาหารและพลังงาน รวมถึงการอพยพย้ายถิ่นของประชากร ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยเองก็เผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางเชิงระบบ และตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการบริหารจัดการประเทศด้วยแนวทางที่บูรณาการ ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับวิกฤตที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้นในอนาคต

แม้ที่ผ่านมา จะมีความพยายามในการจัดการภัยพิบัติและวิกฤตด้านสุขภาพ ผ่านความร่วมมือของหลายภาคส่วน รวมถึงการมีมติสมัชชาสุขภาพเกี่ยวกับวิกฤตสุขภาพแล้วหลายมติ แต่ผลลัพธ์ยังไม่บรรลุเป้าหมายตามที่คาดหวัง และยังปรากฏข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะในระยะก่อนเกิดวิกฤต ซึ่งพบว่าระบบการบริหารจัดการด้านการป้องกัน (prevention) การบรรเทาผลกระทบ (mitigation) และการเตรียมความพร้อม (preparedness) ยังไม่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพเพียงพอ
การพัฒนานโยบายสาธารณะเรื่อง "ระบบบริหารจัดการเพื่อสุขภาวะในวิกฤตซ้อนวิกฤต" จึงเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของการบริหารจัดการระบบที่เกี่ยวข้องเพื่อสุขภาวะในวิกฤตซ้อนวิกฤตได้อย่างรอบด้านและยั่งยืน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและลดผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อชีวิต สุขภาพ ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ ระบบสุขภาพ และความศรัทธาในกลไกภาครัฐ โดยมุ่งเสริมสร้างระบบบริหารจัดการเพื่อสุขภาวะในวิกฤตซ้อนวิกฤตที่มีความเข้มแข็งระดับพื้นที่ โดยเฉพาะระดับอำเภอ เขตกรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา มีระบบสนับสนุนที่สอดคล้องเชื่อมโยงกัน และเสริมพลังการมีส่วนร่วม เพื่อให้ระบบบริหารจัดการมีความ “ยืดหยุ่น (Resilient) และยั่งยืน (Sustainable)” ส่งผลให้ประชาชนและชุมชนมีสุขภาวะ ด้วยการ ๑. บริหารจัดการเชิงรุกเพื่อป้องกัน บรรเทาผลกระทบ เตรียมความพร้อมก่อนเกิดวิกฤต ๒. บริหารจัดการที่รวดเร็วและมีเอกภาพเพื่อตอบโต้วิกฤต และ ๓. บริหารจัดการฟื้นฟูอย่างยั่งยืนและถอดบทเรียนหลังเกิดวิกฤต
ถัดจากนี้อยู่ในช่วงของการเตรียมการขับเคลื่อน ซึ่งจะมีทั้งการจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานหลัก ไม่ว่าจะเป็นกองสาธารณสุขฉุกเฉิน กระทรวงสาธารณสุข กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และภาคีเครือข่าย เพื่อกำหนดแผนการขับเคลื่อนร่วมกัน และอยู่ระหว่างการเตรียมเสนอมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๘ เรื่อง ระบบบริหารจัดการเพื่อสุขภาวะในวิกฤตซ้อนวิกฤต เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป รวมทั้งอยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านจัดการภัยพิบัติ ปี ๒๕๖๙-๒๕๗๑ ซึ่งเป็นความร่วมมือขององค์กรภาคีอาสา ๙ องค์กร (สสส. สปสช. พอช. สรพ. สวรส. สพฉ. บพท. นิด้า และ สช.)
“เป้าหมายสำคัญในลำดับถัดไปคือการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติ
อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง”




