ท่ามกลางวิกฤตโลกรวนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป หากแต่เป็นวิกฤตด้านความมั่นคงทางอาหาร วิถีชีวิต และความอยู่รอดของผู้คนจำนวนมากทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติอย่างใกล้ชิด
การรับมือกับปัญหาในระดับโครงสร้างจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอาศัยเวทีขนาดใหญ่ที่สุดอย่าง สมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Conference of the Parties: COP) ซึ่งรวมผู้แทนจากกว่า ๑๙๕ ประเทศสมาชิก พร้อมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมกำหนดทิศทางนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของโลก
ในปี ๒๐๒๕ การประชุม COP30 ถูกจัดขึ้น ณ เมือง Belém ประเทศบราซิล พร้อมคำประกาศอย่างยิ่งใหญ่ว่าเป็นการจัด COP ที่มีการมีส่วนร่วมของ ‘ชนพื้นเมือง’ (Indigenous People) มากที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดประชุมมา โดยมีกลุ่มชนพื้นเมือง และองค์กรด้านชนพื้นเมืองจากประเทศสมาชิกต่างๆ มีชื่อเข้าร่วมกว่า ๑,๐๐๐ คน และในจำนวนนี้ มีเพียงประมาณ ๓๖๐ คนเท่านั้น ที่สามารถเข้าถึงพื้นที่ Blue Zone (พื้นที่สำหรับการเจรจา ถกเถียง เพื่อกำหนดนโยบาย)
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนก้าวสำคัญของการเปิดพื้นที่ให้ชนพื้นเมืองเข้ามามีบทบาทในเวทีสิ่งแวดล้อมระดับโลก ทว่า “การมีส่วนร่วม” ของชนพื้นเมืองใน COP30 ไม่ได้จบลงเพียงแค่จำนวนผู้ได้รับบัตรผ่านเข้าไปในห้องประชุม
ชนพื้นเมืองที่ “ไม่ได้รับเชิญ” ก็อยู่ที่นี่ (UNINVITED INDIGENOUS PEOPLE IS HERE)
นอกเหนือจากกลุ่มชนพื้นเมืองที่กล่าวข้างต้น ในช่วงการประชุม COP30 ชนพื้นเมืองในบราซิลที่ไม่ได้รับการรับรองหรือเทียบเชิญเข้าสู่งานกว่า ๙๐ ชีวิต สวมใส่ชุดประจำเผ่า ปิดทางเข้าอาคารจัดการประชุม และบุกเข้าไปในพื้นที่ Blue Zone พร้อมประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนเพื่อเรียกร้องการแสดงออกของรัฐบาลต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและการบุกรุกพื้นที่ป่าอย่างจริงจังมากขึ้น
พวกเขามาในฐานะเจ้าของผืนป่า ผู้ใช้ชีวิตร่วมกับป่า และผู้พึ่งพิงป่าเพื่อการดำรงชีวิต การปรากฏตัวของพวกเขาไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อให้ “เสียงถูกได้ยิน” แต่ต้องการให้เสียงนั้น ถูกนำเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างแท้จริง
“เงินคือสิ่งที่เรากินไม่ได้ แต่ป่าคือสิ่งที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้”
คำประกาศนี้ไม่ใช่เพียงถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ หากแต่เป็นการตั้งคำถามโดยตรงต่อโครงสร้างการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศ ที่ยังคงให้ความสำคัญกับกลไกทางการเงิน การลงทุน และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มากกว่าวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของผู้คนที่อยู่แนวหน้าของผลกระทบจากโลกรวน
แม้ภาพของการประท้วงในเวทีนานาชาติมักถูกเชื่อมโยงกับความรุนแรง ความวุ่นวาย และการปะทะกับเจ้าหน้าที่ แต่รัฐบาลบราซิลกลับระบุว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็น “legitimate protest” หรือการชุมนุมที่ชอบด้วยกฎหมาย การยอมรับอย่างเป็นทางการว่าการเรียกร้องของชนพื้นเมืองคือส่วนหนึ่งของกระบวนการประชาธิปไตยด้านสิ่งแวดล้อม
แต่ในอีกฟากหนึ่งของเมือง กลุ่มองค์กรอิสระ ภาคประชาชน และนักเคลื่อนไหวจากหลากหลายประเทศ ต่างร่วมเดินขบวนเพื่อเรียกร้องการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมจากรัฐบาลและนานาชาติทั่วเมือง Belém (แอบกระซิบว่ามีประชาชนคนไทยร่วม advocate ปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่ในขบวนนี้เช่นกัน)
การมีส่วนร่วม: มากกว่าการนั่งอยู่ในห้องประชุม
ภาพที่เกิดขึ้นใน COP30 ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การมีส่วนร่วม (participation) ไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว และไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่การได้รับเชิญ การถือบัตรผ่าน หรือการมีที่นั่งในห้องเจรจาเท่านั้น
การมีส่วนร่วมอาจเกิดขึ้นในหลากหลายระดับ ตั้งแต่การเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ การประท้วง ไปจนถึงการท้าทายโครงสร้างอำนาจที่กำหนดว่า “ใครมีสิทธิพูด” และ “เสียงของใครมีน้ำหนัก”
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ใครได้รับเชิญ ใครลงทะเบียน
แต่คือเราจะออกแบบกระบวนการอย่างไรให้ทุกเสียง ทั้งที่ได้รับเชิญและไม่ได้รับเชิญ ทั้งลงทะเบียนและไม่ได้ลงทะเบียน ถูกฟังอย่างมีความหมาย และถูกนำไปใช้ในการตัดสินใจจริง
หากการมีส่วนร่วมยังคงหยุดอยู่แค่เชิงสัญลักษณ์ การเปิดพื้นที่ก็อาจเป็นเพียงภาพลวงตาของความครอบคลุม (inclusive) ขณะที่นโยบายยังคงถูกกำหนดโดยกลุ่มอำนาจเดิม การรับมือกับวิกฤตโลกรวนอย่างแท้จริงจึงจำเป็นต้องก้าวข้ามคำว่า “การมีส่วนร่วม” ในเชิงปริมาณ และหาทางออกไปสู่การสร้างกลไกที่ถ่ายโอนอำนาจการตัดสินใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากเสียงของผู้ที่อยู่กับป่า อยู่กับน้ำ และอยู่กับผืนดิน ถูกเชิญให้พูด แต่ไม่เคยถูกเชิญให้ตัดสินใจ


