กระบวนการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ที่จะทำให้ทุกฝ่ายสามารถร่วมกำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้


VIEW: 112   SHARE: 0     27-01-2026

เมื่อเกิดสถานการณ์ภัยพิบัติ ช่วงเวลาซึ่งน่าประหวั่นพรั่นพรึงที่สุดคงหนีไม่พ้นช่วงขณะเกิดเหตุ ที่ทุกวินาทีของชีวิตต้องต่อสู้เพื่อไต่เส้นของความเป็นและความตาย ทว่า ช่วงที่ใช้เวลายาวนานที่สุดในขั้นตอนของภัยพิบัติ กลับเป็นช่วงระยะของการฟื้นฟู เยียวยา ทั้งสภาพจิตใจ ความหดหู่ และข้าวของเครื่องใช้ภายนอกที่พังทลาย สูญหายไปกับพิบัติ

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ในฐานะหน่วยงานสานพลัง จึงไม่ได้ดำเนินการเพียงแค่การประสานความร่วมมือไปยังภาคีเครือข่ายในพื้นที่ อาทิ เครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัด คณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) ฯลฯ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรับมือกับภัยพิบัติ โดยทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รวมไปถึง War Room ภาคประชาชน หาดใหญ่ เพื่อหยุดยั้งความโกลาหล ความสับสนอลหม่านในการจัดการภัยพิบัติช่วงแรกเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภารกิจระยะยาวที่จะสร้างการมีส่วนร่วมในพื้นที่เพื่อหาทางออกและมาตรการการรับมืออย่างยั่งยืนในอนาคต

            นายกรฤทธิ ชุมนูรักษ์ ผู้ชำนาญการ สำนักนโยบายสาธารณะภาคใต้ สช. หนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านภัยพิบัติของ สช. เล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่พูดถึงการจัดการภัยพิบัติอยู่ในหลายๆ มิติ และล่าสุดภายในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๘ ได้มีหนึ่งในมติสมัชชาสุขภาพที่สำคัญให้ดำเนินการ เรื่อง “ระบบบริหารจัดการเพื่อสุขภาวะในวิกฤตช้อนวิกฤต” โดยมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญหลายด้าน อาทิ การสนับสนุนและการส่งเสริมให้เกิดการจัดการภัยพิบัติในชุมชน การจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติโดยชุมชน การบูรณาการข้อมูลเพื่อให้เตรียมความพร้อมการรับมือภัยพิบัติ ฯลฯ และเมื่อวันที่ ๒ ธ.ค. ๒๕๖๘ ได้มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบข้อเสนอดังกล่าว พร้อมทั้งสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเอาข้อเสนอเชิงนโยบายไปปฏิบัติ

            “เราจึงได้นำเอาข้อเสนอเชิงนโยบายจากมติต่างๆ เหล่านี้ ไปขับเคลื่อนการทำงานในพื้นที่ ซึ่งปีที่ผ่านมาเราได้ดำเนินการไปแล้วในพื้นที่ภัยพิบัติน้ำท่วม จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ เราเข้าไปสร้างกระบวนการและบูรณาการให้ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการตนเอง ผ่านกลไกกลางที่มีส่วนร่วมทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และคนในชุมชน ให้มาออกแบบร่วมกันเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ตนเอง และรับมือกับภัยพิบัติในอนาคต ซึ่งเราจะนำเอาประสบการณ์เหล่านี้เข้าไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่น้ำท่วมภาคใต้ ๙ จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ สตูล นครศรีธรรมราช ตรัง ยะลา นราธิวาส ปัตตานี สุราษฎร์ธานี ชุมพร และ สงขลา โดยเฉพาะในพื้นที่หาดใหญ่ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงจากภัยพิบัติที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้เครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่ต่างๆ เห็นด้วย และจะเริ่มต้นขับเคลื่อนอย่างจริงจังในช่วงเดือนมกราคม ๒๕๖๙ เป็นต้นไป” นายกรฤทธิ กล่าว

            นายกรฤทธิ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า กระบวนการดังกล่าวจะต้องมีการมาจัดทำแผนร่วมกัน โดยคำนึงถึงห่วงโซ่ของภัยพิบัติอย่างครบวงจร เพื่อออกแบบการรับมือในแต่ละฉากทัศน์ที่อาจจะเกิดขึ้น ตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมการป้องกัน ขั้นตอนปฏิบัติในระหว่างการเผชิญเหตุ และแนวปฏิบัติในระยะของการฟื้นฟู ไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียมพื้นที่ศูนย์พักพิง การออกแบบวางแผนระบบการจัดการภายในศูนย์พักพิง การเตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิต การจัดเตรียมอาสาสมัครและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดเตรียมฐานข้อมูลบุคคลในชุมชนให้ทราบชัดว่ามีใครอยู่ในพื้นที่ไหนบ้าง ที่สำคัญต้องจำแนกให้เห็นอย่างชัดเจนว่าครัวเรือนใดมีกลุ่มเปราะบางที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือเป็นลำดับแรก ข้อตกลงต่างๆ เหล่านี้จะถูกกำหนดไปเป็นกติกาที่ต้องปฏิบัติร่วมกันในชุมชนหากเกิดภัยพิบัติ

      หากสามารถสร้างกลไกกลางที่อยู่บนฐานของการมีส่วนร่วมในการออกแบบ ระหว่างชุมชน ภาครัฐ ภาคประสังคม ภาคเอกชน และภาควิชาการ ได้สำเร็จ นายกรฤทธิ เชื่อว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการลดความโกลาหล ความสับสนอลหม่าน และลดข้อจำกัดเรื่องการไม่บูรณาการการทำงานของหน่วยงานภาครัฐแบบเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่ผ่านมา

กระบวนการเหล่านี้ของ สช. สามารถเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ที่จะทำให้ทุกฝ่ายสามารถร่วมกำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้ สามารถออกแบบการรับมือกับภัยพิบัติโดยไม่ต้องรอรับความช่วยเหลือจากบุคคลภายนอกเพียงอย่างเดียว มากไปกว่านั้น นายกรฤทธิ ให้มุมมองว่าหากกลไกเหล่านี้สามารถผลักดันได้จริง จะเป็นส่วนช่วยสำคัญในการลดช่องว่างทางนโยบายที่ไม่สามารถนำมาทำได้จริงในทางปฏิบัติ เพราะข้อจำกัดอย่างหนึ่งของมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับการจัดการภัยพิบัติที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ข้อเสนอทางนโยบายเหล่านี้ เมื่อส่งไปยังคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน ก็จะถูกส่งต่อไปยัง ครม. สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ แม้ว่าหน่วยงานเหล่านั้นจะมีการจัดทำแผน การปรับแก้กฎหมาย การพัฒนากำลังคน และเตรียมการเรื่องงบประมาณผ่านกองทุนเพื่อรับมือภัยพิบัติตามข้อเสนอ ทว่า เมื่อถึงหน้างานจริงก็ยังคงเกิดความสับสนและโกลาหลในการจัดการ สิ่งเหล่านี้คือช่องว่างทางนโยบาย ที่ยังไม่สามารถนำมาปรับใช้กับพื้นที่จริงได้

“หากกลไกกลางสำเร็จ มันจะทำให้เกิดการเอาจริงกับเรื่องนี้ ไม่ใช่การมาพูดแล้วไม่เอาจริง ไม่ใช่มีภัยพิบัติครั้งหนึ่ง แล้วเราก็ค่อยมาพูดกันครั้งหนึ่ง แต่มันจะเป็นเรื่องที่เราตระหนักและทำเป็นวาระร่วมกันว่าในทุกๆ ปี เราจะต้องมาพูดคุยกันและสรุปเรื่องนี้ และหากเราสามารถเอาจริงได้ การจัดการภัยพิบัติจะถูกขยับไปอีกระดับ เมื่อวันหนึ่งที่เราตื่นรู้และตระหนัก เราก็จะมองว่าการป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไข ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ตรงตามคอนเซ็ปต์ของ สช. ที่เน้นการส่งเสริมป้องกันมากกว่าที่จะไปแก้ปัญหาปลายทางเรื่องสุขภาพหรือสุขภาวะ” นายกรฤทธิ กล่าว

 

NHCO Q&A