แม้ว่าชื่อตามภูมินามของ “อ.หาดใหญ่” จ.สงขลา จะสะท้อนและบ่งบอกถึงลักษณะภูมิประเทศของการเป็นเมืองแอ่งกระทะซึ่งโอบล้อมด้วยภูเขาที่เป็นป่าต้นน้ำ และมวลน้ำจะไหลผ่านคลองสายหลักอย่างคลองอู่ตะเภา รวมถึงห้วย หนอง คลอง และน้ำจากเขาคอหงส์ ก่อนจะผ่านไปยังหาดใหญ่ ออกสู่ลุ่มทะเลสาบสงขลาในท้ายที่สุด
ดังนั้น โดยสภาพทั่วไปแล้วหาดใหญ่จึงไม่ได้เป็นเมืองน้ำท่วมขัง แต่เป็นเพียงทางผ่านชั่วครู่ของมวลน้ำ ซึ่งคนหาดใหญ่ล้วนตระหนัก เข้าใจ และรับมือกับวิถีดังกล่าวเสมอมา
มากไปกว่านั้นชาวหาดใหญ่เคยมีประสบการณ์กับการรับมือน้ำท่วมใหญ่มาแล้วอย่างน้อย ๓ ครั้งสำคัญ คือปี ๒๕๓๑ ปี ๒๕๔๓ และปี ๒๕๕๓ ทว่า ภูมิต้านทานจากบทเรียนครั้งก่อนหน้า และชุดประสบการณ์เดิมๆ ใช้ไม่ได้กับเหตุการณ์ในปี ๒๕๖๘
ปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาที่เรียกว่า “ฝนแช่” (Stationary Heavy Rain) คือฝนตกหนักและต่อเนื่องในพื้นที่เดิมซ้ำๆ เป็นเวลานานโดยที่ระบบฝนนั้นไม่เคลื่อนที่ไปไหน ได้ทำให้หาดใหญ่เกิดน้ำท่วมระดับวิกฤตสูงสุดเกิน ๔ เมตร กระทบประชาชนมากกว่า ๑.๕ แสนคน แบ่งเป็นที่อยู่อาศัย ๒๕,๑๐๒ หลังคาเรือน, โรงเรียน ๔๗ แห่ง และ โรงพยาบาล ๘ แห่ง ผลกระทบเหล่านี้หนักหน่วงเกินกว่าชุดประสบการณ์ การรับมือ การเตรียมความพร้อมรูปแบบเดิมๆ จะต้านทานได้ ภาพโศกนาฎกรรมของผู้ที่ยังติดอยู่ในที่พักอาศัยไม่สามารถออกมาได้ จึงปรากฏแก่สายตาของคนไทยทั่วทั้งประเทศ
ชาคริต โภชะเรือง มูลนิธิชุมชนสงขลา และผู้ประสานงานสมัชชาสุขภาพจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า โดยพื้นฐานแล้วหาดใหญ่มีองค์กรที่ชื่อว่า “มูลนิธิเครือข่ายเมืองภาคใต้เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ทำหน้าที่เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ หลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี ๒๕๕๓ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) เพื่อพัฒนาระบบการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำล่วงหน้าจากคลองอู่ตะเภา ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำ ผ่านกล้องวงจรปิดแบบทั่วไป (CCTV) และมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ (ม.อ.หาดใหญ่) รับบทบาทเป็นหัวหน้าทีมในการประเมินสถานการณ์น้ำร่วมกับหลากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นทีมเฉพาะกิจที่คอยให้คำปรึกษาแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ก่อนที่จะดำเนินการแถลงการณ์หรือมีข้อสั่งการใดๆ ในพื้นที่
ทว่า สถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่รอบนี้หนักหน่วงและมีปริมาณน้ำมากกว่าปี ๒๕๕๓ กว่าหนึ่งเท่าตัวจากการที่ฝนตกแช่ ๓-๕ วันอย่างต่อเนื่อง ได้ทำให้ระดับน้ำเกินกว่าศักยภาพของระบบที่มีอยู่จะรับมือได้ อีกทั้ง ฝนที่ตกลงมาได้ทำให้เกิดน้ำท่วมถึงสองรอบ ในรอบแรกเกิดน้ำท่วมในพื้นที่คลองสาขา ก่อนที่ฝนจะหยุดตกและสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย แต่ฝนก้อนเดียวกันนี้ยังไปตก ณ พื้นที่เหนือน้ำบริเวณ อ.สะเดา จึงส่งผลให้มวลน้ำก้อนใหญ่ตามเข้ามาสมทบที่หาดใหญ่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งระลอก
ชาคริต ชี้ว่า ช่วงเวลารอยต่อของน้ำท่วมสองรอบนี้เองที่ทำให้ระบบการเตือนภัยสถานการณ์น้ำเกิดภาวะติดขัด ประกอบกับช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ได้ทำให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐหรือท้องถิ่นอย่างเทศบาลนครหาดใหญ่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ต่ำก็กลายเป็นผู้ประสบภัย อุปกรณ์ เครื่องจักรต่างๆ ก็พังเสียหายไม่สามารถออกช่วยเหลือประชาชนได้
อีกทั้ง ขณะเกิดเหตุในพื้นที่ไม่มีกลไกศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (Emergency Operation Center: EOC) เพื่อเข้ามาควบคุมสถานการณ์ ผนวกกับกฎหมายที่มีความซ้ำซ้อนกันถึง ๒-๓ ฉบับ เมื่อผ่านไประยะหนึ่งก็มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้มีทหารเข้ามาควบคุมอีกชั้น ชาคริต สะท้อนว่า สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้เกิดความโกลาหลจากการที่มีเจ้าภาพการทำงานหลายฝ่าย ขาดความเป็นเอกภาพ ไม่รู้ว่าใครหรือหน่วยงานไหนคือผู้บัญชาการสูงสุดในพื้นที่
“ท่ามกลางความโกลาหลที่เกิดขึ้น ทางไทยพีบีเอสตอนนั้นต้องการจะล้มผังรายการเพื่อทำเรื่องรับมือน้ำท่วมโดยเฉพาะ ถัดจากนั้นทีมไทยพีบีเอสก็ลงมาประจำอยู่ในพื้นที่ เราก็มีการประชุมกันที่มัสยิดควนสันติ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการสานพลังจากทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ สถาบันการศึกษาอย่าง ม.อ. ม.ทักษิณ ต่อมาไทยพีบีเอสก็ประสานทีมจากมูลนิธิกระจกเงา ซึ่งได้มีการร่วมกันทำ War Room ภาคประชาชนไว้แล้วที่ส่วนกลางฯ จึงนำแนวคิดเหล่านั้นลงมาผลักดันในพื้นที่ ทางพวกเราก็เข้าไปร่วมกัน สิ่งเหล่านี้จึงเป็นที่มาของ War Room ภาคประชาชน หาดใหญ่” ชาคริต ย้อนภาพ
ชาคริต เล่าต่อไปด้วยว่า บทบาทหลักของ War Room ภาคประชาชน หาดใหญ่ คือการทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ภาพรวมและประเมินสถานการณ์ โดยเป็นตัวเชื่อมประสานการทำงานของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากส่วนกลาง อาทิ ไทยพีบีเอส มูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิเพจอีจัน มูลนิธิองค์กรทำดี มูลนิธิอาสาสร้างสุข สมาคมอสังหาริมทรัพย์สงขลา อิชิตัน ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นองค์กรที่มีทรัพยากรงบประมาณ บุคลากร เครื่องมือเครื่องจักร สำหรับการออกปฏิบัติภารกิจเพื่อตอบโต้สถานการณ์ในหลายมิติ อาทิ การจัดการขยะ การล้างบ้าน การจ้างงาน ฯลฯ
ขณะที่บทบาทของภาคประชาสังคม อย่างมูลนิธิชุมชนสงขลา ทำหน้าที่ในการเป็นข้อต่อประสานความร่วมมือระหว่างทีมจากส่วนกลางกับภาคเอกชน หน่วยงานท้องถิ่น สถาบันการศึกษา อาสาสมัครในพื้นที่ซึ่งทางมูลนิธิเคยร่วมงานด้วย เพื่อลดช่องว่างและส่งผลให้การทำงานเป็นไปด้วยความราบรื่น
ขณะเดียวกัน มูลนิธิชุมชนสงขลา ได้เข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อปฏิบัติการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อวางแผนฟื้นฟูในระยะสั้น และจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติในระยะยาว ซึ่งมีการเริ่มต้นนำร่องกันที่มัสยิดควนสันติ โดยมี ซากีย์ พิทักษ์คุมพล เป็นจุดประสานงานกลาง ถัดมาได้มีการขยายพื้นที่ไปยัง 3 โซนสำคัญในหาดใหญ่ มี ม.อ.หาดใหญ่ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ภารกิจงานเหล่านี้ดำเนินการคู่ขนานไปพร้อมๆ กับการช่วยเหลือเยียวยาสถานการณ์เฉพาะหน้า
ลักษณะการทำงานของ War Room ภาคประชาชน หาดใหญ่ จะมีการประชุมร่วมกัน ณ สถาบันสันติศึกษา ม.อ.หาดใหญ่ ในตอนเช้าตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. ของทุกๆ วัน เพื่อรายงานความก้าวหน้าของเหตุการณ์ และร่วมแลกเปลี่ยน แบ่งปันทรัพยากร ความรู้ รวมถึงเป็นพื้นที่กลางในการเข้ามาติดต่อของบุคคล หรือหน่วยงานภายนอกที่อยากจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจนี้
ระยะเวลาผ่านไปเกือบ ๑ เดือน สถานการณ์ปัญหาที่หนักหน่วงและเร่งด่วนที่สุดอย่างปัญหาขยะในพื้นที่สาธารณะได้รับการจัดการไปทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการล้างบ้าน การเก็บขยะในบ้าน ซึ่งเป็นภารกิจระดับปัจเจกของแต่ละครัวเรือนที่ยังคงมีหลงเหลืออยู่บ้าง

สถานการณ์ในเวลานี้จึงเป็นความพยายามในการฟื้นฟูเมือง ทั้งในมิติของการสร้างรายได้ การช่วยเหลือด้านอาชีพ การเยียวยาและบรรเทาผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น การแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยให้กับกลุ่มเปราะบางที่ประสบภัยและบ้านพังเสียหายทั้งหลัง โดยนำงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และภาคเอกชน มาสร้างบ้านน็อคดาวน์ตามแบบบ้านที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.อ.หาดใหญ่ ได้สร้างต้นแบบเอาไว้
ทั้งนี้ แบ่งออกเป็น ๒ กรณี คือ กรณีบ้านที่อยู่ในที่ดินของตนเองใน จ.สงขลา และเป็นคนพิการ ผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียง ผู้อยู่ในภาวะพึ่งพิง จะใช้งบกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดสงขลา มีวงเงินสนับสนุน ๕ ล้านบาท คาดว่าจะใช้งบราว ๖ – ๘ หมื่นบาทต่อหนึ่งหลัง และคาดว่าจะสร้างได้ราว ๖๐ หลัง ขณะที่กรณีบ้านอยู่ในที่ดินของรัฐ เช่น ชุมชนริมราง ใช้บ้านน็อคดาวน์ที่สามารถถอดรื้อ หรือให้ยืม-คืนได้ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาคเอกชน
ไม่เพียงแค่มิติทางกายภาพที่จะต้องมีการเยียวยาฟื้นฟู แต่ยังมีมิติของการจัดการกับภาวะทางใจ ภาคประชาสังคมในพื้นที่หาดใหญ่จึงมีแนวคิดที่จะเปลี่ยนภาพจำที่เลวร้ายหลังภัยพิบัติ ผ่านการทำกิจกรรมศิลปะต่างๆ เพื่อสร้างความทรงจำใหม่ให้กับเมือง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการเล่นละคร การแสดงของเยาวชนในงานวันเด็กที่กำลังจะเกิดขึ้น การสร้างเรื่องเล่าผ่านงานเขียนเพื่อถ่ายทอดบุคคลที่เป็น “ฮีโร่ประจำซอย” ที่คอยช่วยเหลือชุมชนในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ฯลฯ อีกทั้งในช่วงเทศกาลตรุษจีน ทางทีม War Room ภาคประชาชน หาดใหญ่ จะมีการสรุปผลการทำงานอย่างเป็นทางการ ก่อนที่จะส่งมอบการทำงานให้กับชุมชนเพื่อฟื้นฟูเมืองตามแผนงานระยะยาวต่อไป
ชาคริต เล่าอีกว่า แผนงานระยะยาวดังกล่าว คือการผลักดันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา ๓ ปี ซึ่งต่อยอดจากที่เคยมีการนำร่องไว้แล้วที่มัสยิดควนสันติ และ ๓ โซนสำคัญในพื้นที่หาดใหญ่ โดยในระยะสั้นตั้งแต่ช่วงเดือน ม.ค. – มี.ค. ๒๕๖๙ จะเร่งดำเนินการสำรวจความเสียหายของชุมชนที่ยังคงตกค้างและยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ ไปพร้อมๆ กับการจัดตั้งคณะทำงานระดับโซน โดยมีคนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อดำเนินการเก็บข้อมูลเชิงลึกครัวเรือน ตั้งแต่การวิเคราะห์ฐานอาชีพ ฐานรายได้ การจัดระบบความสัมพันธ์ของผู้คนเพื่อเตรียมแผนรับมือกับภัยพิบัติ
“สิ่งเหล่านี้เป็นแผนระยะยาว เพราะฉะนั้นงานของกระบวนการนโยบายสาธารณะ งานด้านกติกาชุมชน เรื่องธรรมนูญฯ เรื่องสมัชชาสุขภาพชุมชนฯ ของภาคีเครือข่ายต่างๆ ก็จะเข้ามาอยู่ในระยะนี้ ในบทบาทการทำงานส่วนตัว นอกจากจะเข้าไปในฐานะมูลนิธิชุมชนสงขลาแล้ว ผมยังเข้าไปในฐานะตัวแทนสมัชชาสุขภาพจังหวัดสงขลา และ กขป. เขต ๑๒ จึงพยายามเข้าไปเก็บเกี่ยวบทเรียนเพื่อนำมาสร้างเป็นชุดความรู้ เพื่อส่งคืนข้อมูลให้กับชุมชน สช. เองก็เคยลงมาเยี่ยม เพื่อจัดเวทีระดับภาคไปแล้วหนึ่งครั้ง หลังจากนี้พื้นที่ก็จะต้องรับลูกต่อเพื่อทำงานระยะยาว เช่น การชวนคนมาพูดคุยกันให้เกิดเป็นข้อตกลง เกิดแผนการรับมือภัยพิบัติในชุมชน โดยดำเนินการควบคู่ไปกับการถอดบทเรียนเพื่อสร้างข้อเสนอเชิงนโยบายเชิงโครงสร้างให้หน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้เกิดการป้องกันเมืองหาดใหญ่จากภัยพิบัติอย่างเป็นระบบต่อไป” ชาคริต กล่าวสรุปในตอนท้าย



