เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารจุฬาภรณวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มีการจัดงาน “สมัชชาสุขภาพจังหวัดศรีสะเกษ ครั้งที่ 10” ภายใต้แนวคิด “ร่วมสร้างศรีสะเกษสู่สังคมสุขภาวะอย่างยั่งยืน” เปิดพื้นที่ให้หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา มหาวิทยาลัย ภาคสาธารณสุข ภาคประชาสังคม ผู้ปกครอง และเยาวชน ร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนและกำหนดทิศทางนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม โดยมุ่งเน้น 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การป้องกันบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชน และการพัฒนาทักษะสมองเพื่อการบริหารจัดการชีวิต (Executive Functions: EF) ในเด็กปฐมวัย
ในการเปิดงาน ผศ.ดร.ชูวิทย์ นาเพีย รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ซึ่งได้รับมอบหมายจากอธิการบดีให้เป็นประธาน กล่าวว่า การจัดสมัชชาสุขภาพครั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาศรีสะเกษสู่การเป็น “เมืองแห่งความสุข” เพราะการพัฒนาเมืองต้องเริ่มต้นจากประชาชนที่มีความสุขทั้งทางกายและใจ พร้อมยืนยันว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษจะสนับสนุนทั้งสถานที่ องค์ความรู้ งานวิชาการ และงานวิจัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงเชื่อมโยงข้อเสนอจากสมัชชาสุขภาพเข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัดให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะที่ นายประดิษฐ์ พรหมเสนา ประธานศูนย์พัฒนานโยบายสาธารณะจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า สมัชชาสุขภาพเป็นพื้นที่เปิดให้ประชาชนและทุกภาคส่วนร่วมกันคิดและค้นหาทางออกต่อปัญหาสำคัญของจังหวัด โดยหัวใจสำคัญคือการทำให้นโยบายสาธารณะเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่มวัย ทั้งนักเรียน เยาวชน ข้าราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบุคลากรสาธารณสุข เพื่อให้ได้นโยบายที่ทำได้จริง ปฏิบัติได้จริง และประชาชนสัมผัสผลลัพธ์ได้จริง
ด้าน นายจารึก ไชยรักษ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ทำหน้าที่สนับสนุน “พื้นที่กลาง” เพื่อเชื่อมโยงคน องค์ความรู้ และนโยบายเข้าด้วยกัน โดยสมัชชาสุขภาพจังหวัดเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้คนในพื้นที่นำปัญหามาวิเคราะห์และกำหนดทางออกร่วมกัน มติที่ได้สามารถผลักดันเข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนาท้องถิ่น และแผนงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนประเด็นที่เกินศักยภาพของพื้นที่สามารถเชื่อมต่อไปยังสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เพื่อพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายระดับประเทศต่อไป
ขยายโมเดล EF ด้วยพลัง “ครู หมอ พ่อ แม่”
นอกจากเวทีแลกเปลี่ยนนโยบายแล้ว ภายในงานยังจัด “นิทรรศการมีชีวิต” จำลองห้องเรียน EF 5 มุมจากเทศบาลตำบลขุนหาญ ประกอบด้วยมุมบ้าน มุมวิทยาศาสตร์ มุมหนังสือ มุมศิลปะ และมุมบล็อก เพื่อแสดงกระบวนการเรียนรู้ผ่านการเล่นตามแนวทางคู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) ของกระทรวงสาธารณสุข ควบคู่กับการพัฒนาทักษะ EF เช่น การควบคุมอารมณ์ การจดจ่อ การวางแผน การตัดสินใจ และการทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้
ในเวทีเสวนา นายสิริดนย์ น้าวิไลเจริญ นายกเทศมนตรีตำบลขุนหาญ กล่าวว่า เทศบาลเริ่มดำเนินงานด้าน EF ตั้งแต่ปี 2562 โดยให้ความสำคัญกับการปรับวิธีคิดของครูและผู้เกี่ยวข้อง มากกว่าการลงทุนด้านวัสดุอุปกรณ์ ห้องเรียนจึงมีกิจกรรม “เช็กอินอารมณ์” ในช่วงเช้าเพื่อเตรียมความพร้อมของเด็ก และกิจกรรม “ทบทวนการเล่น” เพื่อฝึกการคิด วางแผน สื่อสาร และไตร่ตรอง
ความสำเร็จดังกล่าว เกิดจากกลไก “ครู หมอ พ่อ แม่” โดยครูออกแบบกิจกรรมในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก บุคลากรสาธารณสุขทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและร่วมประเมินพัฒนาการ ขณะที่พ่อแม่สานต่อการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม “นิทานกลับบ้าน” เพื่อสร้างช่วงเวลาคุณภาพในครอบครัว ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนงบประมาณและบรรจุกิจกรรมไว้ในแผนพัฒนาท้องถิ่น
ผลจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในปี 2569 อำเภอขุนหาญสามารถขยายการดำเนินงานครอบคลุมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั้ง 51 แห่ง หรือร้อยละ 100 ของพื้นที่ โดยบูรณาการงบประมาณจากเงินรายหัว ค่าวัสดุการศึกษา กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ และงบประมาณตามภารกิจ พร้อมเตรียมขยายบทเรียนไปยังอำเภอภูสิงห์และอำเภอกันทรลักษ์
ใช้พลังเยาวชนรับมือภัยบุหรี่ไฟฟ้า
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของสมัชชาครั้งนี้ คือการป้องกันบุหรี่ไฟฟ้า โดยใช้เยาวชนแกนนำเป็นกำลังหลักในการสื่อสารกับคนวัยเดียวกัน นายวรปัตย์ โทสากร นักเรียนโรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย นำเสนอผลการดำเนินโครงการ “Wake Up Gen” ภายใต้แนวคิด “เพื่อนช่วยเพื่อน” ผ่านกิจกรรม “สัญญาใจ” ที่เปิดพื้นที่ให้เยาวชนพูดคุยถึงสาเหตุของการสูบบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้าใจ ไม่ตีตรา และไม่ใช้การลงโทษเป็นจุดเริ่มต้น แต่เน้นการรับฟัง ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
พร้อมกันนั้น ตัวแทนเยาวชนและครูแกนนำจากโรงเรียนเขื่อนช้างวิทยาคาร โรงเรียนกันทรารมณ์ และโรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยง และนำเยาวชนเข้าสู่กิจกรรมสร้างสรรค์ เชื่อมโยงการทำประโยชน์เพื่อชุมชนกับการเรียนรู้เรื่องพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า โดยอาศัยความร่วมมือจากครู บุคลากรสาธารณสุข ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ปกครอง และเยาวชน เพื่อให้การดูแลครอบคลุมทั้งโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน
ในโอกาสเดียวกัน นายจารึก ไชยรักษ์ ได้มอบเกียรติบัตรแก่หน่วยงานและบุคคลต้นแบบด้านการขับเคลื่อนสุขภาวะ เพื่อเชิดชูผลงานและสร้างกำลังใจแก่เครือข่ายที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็น 3 ประเด็น ได้แก่ การป้องกันบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา การพัฒนาทักษะ EF และการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ครอบคลุมโรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยบริการสุขภาพ ครู และเยาวชนที่มีผลงานโดดเด่น
ปิดท้ายการประชุม ที่ประชุมได้ร่วมกันกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนสมัชชาสุขภาพจังหวัดศรีสะเกษ ปี 2570 จำนวน 2 มติสำคัญ ได้แก่ มติที่ 1 การป้องกันและแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มข้น โดยขยายการดำเนินงานให้ครอบคลุมสถานศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา จนถึงมหาวิทยาลัย พร้อมเชื่อมมาตรการของสถานศึกษา ครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น สาธารณสุข และหน่วยงานด้านกฎหมายเข้าด้วยกัน
ส่วนมติที่ 2 คือการขยายผลการพัฒนาทักษะ EF จากพื้นที่ต้นแบบอำเภอขุนหาญไปสู่อำเภออื่น เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการ ความสามารถในการเรียนรู้ และคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ของจังหวัดตั้งแต่วัยเด็ก โดยปรับใช้บทเรียนให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ผ่านการค้นหา “เจ้าภาพและเจ้าของเรื่อง” ที่มีความสมัครใจและมีฉันทะในการทำงาน สร้างทีมปฏิบัติการจากหลายภาคส่วน และผลักดันมติสมัชชาเข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนาท้องถิ่น และแผนงานของหน่วยงานอย่างเป็นระบบ โดยใช้กองทุนสุขภาพท้องถิ่นและงบประมาณตามภารกิจเป็นกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน




คลิกเพื่อเพิ่มรูปภาพ





