“หนองสนิทโมเดล” พลังชุมชนชายแดน สร้างนิเวศการเรียนรู้ฝ่าวิกฤติซ้อนวิกฤติ


image

ท่ามกลางสถานการณ์เปราะบางของพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ยังคงเผชิญความท้าทายจากวิกฤติความมั่นคง สงครามชายแดน และผลกระทบด้านพลังงาน ได้เกิดความพยายามในการสร้าง “พื้นที่เรียนรู้ร่วม” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ณ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองสนิท อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ ได้มีการจัดเวที “การสร้างการเรียนรู้และพัฒนาความร่วมมือคุณภาพชีวิตพื้นที่ชายแดนภัยพิบัติทางสงคราม” ซึ่งเป็นการรวมพลังของภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วน  เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียน เชื่อมโยงองค์ความรู้ และออกแบบแนวทางการทำงานร่วมกันในการรับมือวิกฤติซ้อนวิกฤติ โดยใช้พื้นที่ “หนองสนิท” เป็นฐานการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการที่สะท้อนศักยภาพของชุมชนในการลุกขึ้นมาจัดการตนเองอย่างเข้มแข็ง

ภายในเวทีดังกล่าว นอกจากการนำเสนอข้อมูลสถานการณ์พื้นที่ชายแดนแล้ว ยังเป็นพื้นที่สำคัญในการ “เชื่อมโยงภาคี” เพื่อหารือแนวทางการปฏิบัติการร่วมในระดับจังหวัดและพื้นที่ชายแดน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานยุทธศาสตร์ อาทิ นางสาวสุวิมล มีแสง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ (พื้นที่) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายอิษฎ์ ปักกันต์ธร รักษาการผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) นางสาวนภาพร แจ่มทับทิม สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ,นางมัสยา คำแหง หัวหน้าทีมหนุนเสริมทางวิชาการฯ ทุนพัฒนาอาชีพโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน กสศ.  ภาควิชาการ และเครือข่ายองค์กรชุมชนจาก 4 จังหวัด ได้แก่ สุรินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี และศรีสะเกษ รวมกว่า 80 คน เข้าร่วม เพื่อร่วมกันออกแบบแนวทางการทำงานที่ตอบโจทย์บริบทพื้นที่จริง

บรรยากาศของเวทีสะท้อนการเป็น “พื้นที่เรียนรู้ร่วม” ที่มีชีวิต โดยใช้ตำบลหนองสนิท เป็นพื้นที่รูปธรรมให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ทั้งการจัดการปัญหาที่อยู่อาศัย การพัฒนาอาชีพ และการสร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นสำหรับกลุ่มเปราะบาง พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้เครือข่ายจากหลากหลายพื้นที่  ในจังหวัดอีสานใต้ ได้แลกเปลี่ยนบทเรียนและเชื่อมโยงความร่วมมือเพื่อขยายผลในอนาคต

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ “หนองสนิทโมเดล” ซึ่งเป็นตัวอย่างของการพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 โดยมีจุดเด่นในการสร้าง “นิเวศการเรียนรู้ของชุมชน” ที่เชื่อมโยงการศึกษา อาชีพ และความมั่นคงทางอาหารเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเป้า “เด็กนอกระบบเป็นศูนย์” ผ่านการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น การใช้เกษตรอินทรีย์และการเลี้ยงสัตว์เป็นฐานการเรียนรู้เพื่อสร้างอาชีพ รวมถึงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ที่ช่วยให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้แม้ในช่วงวิกฤติ

ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากกิจกรรมหรือโครงการ แต่เกิดจาก “กลไกชุมชน” ที่เข้มแข็ง ทั้งการจัดการในระดับคุ้ม (10–15 หลังคาเรือน) การมี “ผู้ใหญ่ใจดี” ทำหน้าที่ดูแลและเชื่อมโยงข้อมูลในระดับครัวเรือน ตลอดจนการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ให้ความสำคัญกับชุมชนเป็นฐานของการพัฒนา

ในมิติของการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางเชื่อมโยง” ระหว่างนโยบายระดับชาติกับการปฏิบัติในพื้นที่ โดยใช้เครื่องมือสำคัญตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 เช่น สมัชชาสุขภาพ ธรรมนูญสุขภาพพื้นที่ และการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมและกำหนดทิศทางการพัฒนาร่วมกันในระดับพื้นที่

พร้อมกันนี้ ยังเน้นการทำงานแบบบูรณาการกับภาคีสำคัญ เช่น พอช. และ กสศ. เพื่อร่วมกันสร้าง “นิเวศการเรียนรู้” ที่ครอบคลุมทั้งมิติที่อยู่อาศัย การศึกษา และสุขภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่เผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ ซึ่งจำเป็นต้องมีระบบดูแลสุขภาวะที่ยืดหยุ่นและเข้มแข็งจากฐานชุมชน

บทเรียนจากหนองสนิทสะท้อนให้เห็นว่า หัวใจของการพัฒนาพื้นที่ไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการสร้าง “พื้นที่กลาง” ที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม ใช้ข้อมูลชุมชนเป็นฐานในการออกแบบการพัฒนา และมุ่งสู่การสร้างนโยบายสาธารณะที่เชื่อมโยงจากพื้นที่สู่ระดับจังหวัดและระดับประเทศอย่างยั่งยืน



NHCO Q&A