การจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติจากธรรมชาติต่อระบบสุขภาพไทย


VIEW:  103   SHARE:0     18-02-2026

image

         

การจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติจากธรรมชาติต่อระบบสุขภาพไทย

          แนวโน้มการเกิดภัยพิบัติมีความถี่และมีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งภัยจากธรรมชาติและภัยที่มาจากน้ำมือมนุษย์ ผลกระทบจากภัยพิบัติสร้างความเสียหายทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแดล้อม สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน ผลกระทบทางตรง เช่น การบาดเจ็บ  เสียชีวิต พิการ ทุพลภาพ ผลกระทบทางอ้อมเป็นผลกระทบที่เกิดทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน และกระทบต่อระบบสุขภาพและสาธารณสุข  การเกิดภัยพิบัติหลายครั้งที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นความเปราะบางของระบบบริการสุขภาพอย่างชัดเจน  ทำให้ความต่อเนื่องของระบบบริการสุขภาพต้องหยุดชะงัก เช่น โรงพยาบาลหลายแห่งต้องย้ายผู้ป่วย หยุดบริการบางส่วน ขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ และระบบการส่งต่อต้องสะดุดลง ส่งผลต่อการเข้าถึงบริการที่จำเป็นของประชาชนจำนวนมาก รวมทั้งผลกระทบด้านสุขภาพจิตของประชาชนในระยะหลังเกิดภัยพิบัติ

          แม้ว่าในปัจจุบันจะมีกรอบแนวคิดและแผนระดับชาติด้านการจัดการภัยพิบัติหลายฉบับ แต่การปฏิบัติจริงยังเน้นการกำหนดมาตรการเชิงรับมากกว่าเชิงป้องกันและเตรียมความพร้อม ช่องว่างสำคัญอยู่ที่การบูรณาการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ส่วนกลาง ท้องถิ่น ภาควิชาการ เอกชน ไปจนถึงภาคประชาสังคม การบัญชาการเหตุในสถานการณ์จริงยังขาดเอกภาพ การใช้ทรัพยากรและการเรียนรู้ข้ามหน่วยงานเกิดขึ้นอย่างจำกัด ยังมีความท้าทายด้านธรรมาภิบาล เช่น ในระดับประเทศมีทั้งแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ แผนหลักการแพทย์ฉุกเฉิน ฉบับที่ 4 และแผนด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและการปรับตัวด้านสุขภาพ แต่การเชื่อมโยงเครื่องมือ แพลตฟอร์มข้อมูล และตัวชี้วัดร่วมของแผนยังไม่ชัดเจน ส่วนมิติด้านบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข หลายครั้งยังพบผลกระทบแบบหยุดชะงักต่อเนื่อง และยังคงเป็นจุดเสี่ยงเมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ (ไฟฟ้า น้ำ ระบบสื่อสาร ถนน) หรือสถานพยาบาลได้รับความเสียหาย ความสามารถในการให้บริการลดลงทันที บุคลากรทางการแพทย์เป็นทั้งผู้ให้บริการและเป็นผู้ได้รับผลกระทบด้วย ขณะที่การจัดหา การส่งต่อ และโลจิสติกส์ทางการแพทย์ถูกตัดขาด ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางเข้าไม่ถึงบริการสำคัญอย่างทันท่วงที การสื่อสารความเสี่ยงยังเป็นอีกปัญหาและความท้าทาย ทั้งในมิติความเร็ว ความแม่นยำ การเข้าถึง และความไว้วางใจ โดยเฉพาะในพื้นที่ ที่มีความหลากหลายทางภาษา วัฒนธรรม และภูมิศาสตร์ ยิ่งไปกว่านั้น ความเสี่ยงที่เพิ่มจากวิกฤต สภาพภูมิอากาศต่อการเกิดภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมฉับพลัน พายุรุนแรง  แผ่นดินไหว กำลังกดดันขีดความสามารถของระบบสุขภาพให้ต้องมีความยืดหยุ่นรวดเร็วมากขึ้น  ความยืดหยุ่นในระบบสาธารณสุขมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการและการฟื้นฟูจากภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจัยสำคัญที่กำหนด ความยืดหยุ่นนี้ ได้แก่ การกำกับดูแล การจัดหาเงินทุน การจัดการทรัพยากร และการให้บริการ องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ระบบสาธารณสุขสามารถเตรียมพร้อม ปรับตัว และฟื้นตัวจากภัยพิบัติต่างๆ 

          จุดแข็งสำคัญของประเทศไทยอยู่ที่การมีกรอบการจัดการภัยพิบัติทั้งในระดับโลกและระดับชาติให้ยึดโยงและสามารถดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะกรอบ Health EDRM (Health Emergency and Disaster Risk Management) ที่กำหนดหลักการสำคัญโดยใช้การประเมินความเสี่ยงเป็นฐาน การเตรียมพร้อมครอบคลุมทุกภัย เน้นชุมชนเป็นศูนย์กลาง และการร่วมมือข้ามภาคส่วนและสาขาวิชา ในระดับนโยบาย มีทั้งกรอบเซนได หลักการกรุงเทพ (Bangkok Principle) ตามกรอบปฏิญญาเซนได และ IHR 2005 (International Health Regulations 2005) ซึ่งเอื้อให้ประเทศไทยออกแบบการกำกับติดตามที่เชื่อมพันธกิจระหว่างประเทศกับตัวชี้วัดภายในประเทศอย่างสอดคล้องกัน  ด้านเครื่องมือและข้อมูล ความพร้อมเริ่มก่อรูปอย่างชัดเจน ทั้งแนวคิด “Smart DRM for 3s (Smart Disaster Risk Management for 3s: Sufficiency Economy Philisophy : SEP - Sustainable Development Goals : SDGs - Sendai Framework on Disaster Risk Reduction : SFDRR)” ที่ผสานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับการจัดการความเสี่ยง และแนวทางสร้างข้อมูลกลางเพื่อการตัดสินใจ เช่น แผนที่ความเสี่ยง ระบบเตือนภัย การเชื่อม Health Atlas กับฐานข้อมูลท้องถิ่น (Super Data) เพื่อชี้เป้ากลุ่มเปราะบางและทรัพยากรสำคัญแบบเรียลไทม์ซึ่งจะลดความสูญเสียเชิงระบบได้มากหากพัฒนาเป็นระบบเดียวกันทั้งประเทศ นอกจากนี้ ไทยยังมีคู่มือและแผนเฉพาะทางตั้งแต่การเยียวยาจิตใจในวิกฤต ไปจนถึงแผนปรับตัวด้านสุขภาพต่อสภาพภูมิอากาศซึ่งสามารถยกระดับเป็นมาตรฐานการทำงานประจำได้ทันทีที่มีกลไกกำกับร่วมและงบประมาณที่เหมาะสม เพื่อทำให้ระบบสุขภาพไทยยืดหยุ่น เป็นธรรม ต่อเนื่อง ในการจัดการภัยพิบัติ

           ประเทศไทย ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีนโยบายการจัดการภัยพิบัติตั้งแต่ระดับชาติ เช่น ยุทธศาสตร์ 20 ปี แผนแม่บทเพื่อการพัฒนาประเทศและแผนพัฒนาของหน่วยงานต่าง ๆ และมีการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการภัยพิบัติในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่เกี่ยวข้องมาแล้วถึง 2 ครั้ง โดยที่ผ่านมามีการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่อง และทางสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติยังมีการจัดทำรายงานผลการขับเคลื่อนและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการภัยพิบัติ ประกอบด้วยรายงานการข้อเสนอเชิงนโยบายการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนและท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง ซึ่งได้ผ่านมติการประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 และขณะนี้กำลังจัดทำรายงานระบบบริหารจัดการเพื่อสุขภาวะในวิกฤตซ้อนวิกฤตเพื่อเข้าสู่การพิจารณาในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 18 พ.ศ. 2568 โดยรายงานเรื่องการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติจากธรรมชาติต่อระบบสุขภาพไทยฉบับนี้จะเป็นอีกรายงานหนึ่งที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้

          วัตถุประสงค์ของการจัดทำรายงานเรื่องการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติจากธรรมชาติต่อระบบสุขภาพไทยฉบับนี้เพื่อ 1) วิเคราะห์และสังเคราะห์สถานการณ์ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพเรื่องการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติจากธรรมชาติต่อระบบสุขภาพไทย  2) เพื่อสะท้อนและให้ข้อเสนอหรือ แนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพเรื่องการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติจากธรรมชาติต่อระบบสุขภาพไทยต่อหน่วยงานองค์กรและกลไกที่เกี่ยวข้อง 3) เพื่อให้เกิดการบูรณาการการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพเรื่องการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติจากธรรมชาติต่อระบบสุขภาพไทยในอนาคต

          กระบวนการและขั้นตอนการจัดทำรายงานประกอบด้วย การทบทวนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติที่ผ่านมา ทบทวนเอกสารและนโยบายที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์เอกสารและผู้รับผิดชอบหลัก จัดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูล ผลสำเร็จ ความท้าทายของนโยบายสาธารณะ จัดเวทีรับฟังความเห็นชี้ทิศทางนโยบายโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และจัดทำรายงานสรุปโดยมีสาระสำคัญดังนี้  

          กรอบทิศทางนโยบาย (Policy Statement) เรื่องการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติจากธรรมชาติต่อระบบสุขภาพไทย จะต้องมุ่งเน้นการจัดการความเสี่ยงเพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ โดยให้ความสำคัญในการบูรณาการ สร้างเสริมและสนับสนุนการจัดการภัยพิบัติเชิงระบบเป็นองค์รวม ร่วมกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบบริการสุขภาพที่ยืดหยุ่น และมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติ ซึ่งจะต้องเพิ่มการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดภัย เพื่อให้มีการตอบสนองอย่างทันท่วงทีขณะเกิดภัย ไม่เกิดการหยุดชะงักของบริการและการฟื้นฟู โดยการเพิ่มขีดความสามารถของสถานพยาบาลให้ปลอดภัยต่อภัยพิบัติ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่มีสมรรถนะในการดูแลสุขภาวะของประชาชน การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีการสื่อสารที่มีคุณภาพเพื่อเตือนภัยล่วงหน้า และการปกป้องคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้ระบบสุขภาพไทยสามารถลดความสูญเสียและยืนหยัดต่อวิกฤติได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

 

ข้อเสนอนโยบาย

          1. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและบริการสุขภาพที่ยืดหยุ่น ประกอบด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบบริการสาธารณสุขในทุกระดับ การเตรียมความพร้อมต่อผลกระทบด้านสุขภาพจากภัยพิบัติในแต่ละประเภทที่มีความแตกต่างกัน การพัฒนาแนวทางหรือแนวปฏิบัติการจัดการผลกระทบด้านสุขภาพจากภัยพิบัติอย่างเหมาะสมโดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่อยู่ในสภาวะเปราะบางด้านสุขภาพ/สังคมในภาวะวิกฤตจากภัยพิบัติในแต่ละกลุ่ม กำหนดมาตรฐานกลางสำหรับสถานพยาบาล/หน่วยบริการสุขภาพที่ยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ ซึ่งรวมถึงระบบสำรองไฟฟ้า น้ำ และการสื่อสาร การกำหนดมาตรฐานกลางและรายการที่ควรมีเบื้องต้น (Check list) สำหรับสถานพยาบาล พร้อมกับการฝึกซ้อมเป็นประจำ โดยบุคลากรทางการแพทย์และผู้เผชิญเหตุเบื้องต้นในชุมชน บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาแนวทาง/แนวปฏิบัติในการประเมินความต้องการด้านสุขภาพ การติดตามการฟื้นฟู/เยียวยาในระยะหลังเกิดภัยพิบัติ สนับสนุนการให้บริการ/เยียวยาทางสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่องสำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ควรเพิ่มบุคลากรและแนวทางการทำงานเชิงรุกในการคัดกรองและประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต รวมถึงสร้างระบบการติดตามผู้ป่วยระยะยาว ควรเน้นและปรับทิศทางการจัดการภัยพิบัติที่ให้ความสำคัญในขั้นตอน การเตรียมความพร้อมมากกว่าการฟื้นฟูความเสียหายหลังเกิดเหตุ ซึ่งเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าและช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

          2. ด้านการจัดการระบบข้อมูลและการสื่อสารความเสี่ยง ประกอบด้วยการพัฒนามาตรฐานระบบข้อมูลความเสี่ยงหรือแผนที่ความเสี่ยง (Risk Map) และการสื่อสารความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การบูรณาการฐานข้อมูลภัยพิบัติกับระบบสาธารณสุข จัดตั้งกลไกรับผิดชอบในการบริหารจัดการข้อมูล ประเมินสถานการณ์อย่างถูกต้อง เชื่อถือได้ มีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์ม/ช่องทางกลางให้หน่วยงานและประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย รวดเร็วแบบบูรณาการและเรียลไทม์ได้โดยตรง  พัฒนาแนวทาง/มาตรการปฏิบัติตัวในสถานการณ์ภัยพิบัติ สำหรับประชาชน เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านความเสี่ยง (Risk Literacy) ต่อภัยพิบัติและผลกระทบด้านสุขภาพให้กับประชาชนทุกกลุ่มอย่างครอบคลุมและทั่วถึง รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณและออกระเบียบการจัดการงบประมาณที่เอื้อต่อการจัดการ

          3. ด้านกลไกการบริหารจัดการและการกระจายอำนาจและการบูรณาการในการจัดการภัยพิบัติ ประกอบด้วยการบูรณาการกลไกและความร่วมมือ โดยมีกลไกที่เป็นทางการเพื่อให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น วิชาการ เอกชน ประชาสังคม และชุมชน สามารถดำเนินการ/จัดการภัยพิบัติ ที่เชื่อมโยงและสอดประสานไปในทิศทางการเดียวกัน การสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรในการเตรียมการจัดการภัยพิบัติ เพื่อการพัฒนา/บริหารจัดการภัยพิบัติแบบยั่งยืน เสริมศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กลไกโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ถ่ายโอนภารกิจสังกัด อบจ. และเครือข่ายสุขภาพชุมชนให้มีบทบาทในการบริหารจัดการภัยพิบัติทั้งในภาวะฉุกเฉินและภาวะปกติ ที่ครอบคลุมระยะ "ก่อนเกิดเหตุ" (การป้องกันและ การเตรียมพร้อม) ขณะเกิดเหตุ หรือระยะเผชิญเหตุ และ "หลังเกิดเหตุ" (การฟื้นฟู) และการพัฒนาแผน/ขั้นตอนการกระจายอำนาจ และแนวปฏิบัติทั้งในเรื่องบทบาท อำนาจและการใช้จ่ายงบประมาณในการบริหารจัดการภัยพิบัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

          4. ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการภัยพิบัติ การทบทวนผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการภัยพิบัติเพื่อให้รองรับภัยพิบัติรูปแบบใหม่ๆ ให้ดียิ่งขึ้น จัดให้มีการระดมความคิดเห็นในการปรับปรุงกฎหมายในมาตราต่าง ๆ รวมทั้งการกำหนดความชัดเจนของระเบียบการใช้จ่ายพร้อมจัดทำระเบียบแนวทาง ระเบียบปฏิบัติในการการใช้จ่ายงบประมาณในภาวะฉุกเฉิน

          5. ด้านการพัฒนาศักยภาพของชุมชนและพัฒนาความรอบรู้ด้านภัยพิบัติของประชาชนในระยะยาว ประกอบด้วยการผลักดันให้มีการพัฒนาความรู้เรื่องภัยพิบัติให้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเรียนการสอนของสถานศึกษาในระบบและนอกระบบการศึกษาเพื่อสร้างความรู้พื้นฐานด้านภัยพิบัติให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชน การสร้างความรอบรู้เรื่องความเสี่ยงและภัยพิบัติของประชาชน ส่งเสริมบทบาทของชุมชน ทั้งในทางกายภาพ (ขอบเขตการปกครอง) และทางภูมินิเวศ (เช่น วัด โรงเรียน ลุ่มน้ำ ชุมชนคอนโดมีเนียม ชุมชนบ้านจัดสรร ฯลฯ) เพื่อให้ ชุมชนเป็นศูนย์กลางและ ชุมชนเป็นเจ้าของร่วมใน
การบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างมีส่วนร่วมและต่อเนื่อง การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนที่มีบทบาทสำคัญในการรู้ข้อมูลและบริหารจัดการในภาวะวิกฤต โดยมีแกนนำและ อาสาสมัคร ที่ได้รับการเตรียมความพร้อมอย่างเพียงพอ เช่น ยกระดับพัฒนาศักยภาพเครือข่ายจิตอาสา อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) และ ผู้ดูแล (
Caregiver) ให้มีทักษะขีดความสามารถในการพร้อมรับมือภัยพิบัติ

          ประเทศไทยมุ่งสร้างระบบสุขภาพที่แข็งแรง ยืดหยุ่น และเป็นธรรม เพื่อปกป้องชีวิตและสุขภาวะของประชาชนจากผลกระทบภัยพิบัติทุกรูปแบบ โดยให้ระบบบริการสุขภาพเป็นเสาหลักที่พร้อมยืนหยัดและฟื้นตัวได้รวดเร็วในทุกวิกฤติ

 

เอกสารอ้างอิง

https://www.nationalhealth.or.th/ebook/133

NHCO Q&A