การประชุมเพื่อเสริมศักยภาพกลไกคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๑ ต.ค. ๒๕๖๘ ที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) พร้อมด้วยหน่วยงานภาคีเครือข่ายยุทธศาสตร์ ร่วมกันจัดขึ้น นอกจากจะเป็นไปเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการดำเนินงานของ “กขป.” แล้ว ยังถือเป็นการประชุมใหญ่ครั้งแรกของ “กขป. ชุดที่ ๓” ที่มีวาระการดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. ๒๕๖๘–๒๕๗๒ ด้วย

การประชุมครั้งนี้ มี นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วยผู้บริหารและตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประธาน รองประธาน และคณะกรรมการ กขป. เขต ๑-๑๓ ทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า ๗๐๐ คน ทั้งในสถานที่ประชุม ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น และทางออนไลน์ผ่านระบบ Zoom Meeting
นายโสภณ กล่าวเปิดงานว่า ความท้าทายด้านสุขภาพในปัจจุบันมีความซับซ้อนกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคมสูงวัย สุขภาพจิต สิ่งแวดล้อม ตลอดจนปัจจัยเสี่ยงทางสังคมอื่นๆ โดยเฉพาะยาเสพติด และบุหรี่ไฟฟ้า โดยปัญหาส่วนหนึ่งมาจากประชาชนขาดภูมิคุ้มกัน ซึ่งภูมิคุ้มกันดังกล่าวต้องเริ่มสร้างตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา
ดังนั้น ปัญหาสำคัญของชาตินอกจากในเรื่องของเศรษฐกิจ ก็คือคุณภาพของคนในประเทศ ที่สัมพันธ์กับการศึกษาและสุขภาพ จึงอยากเชิญชวนทุกท่านได้เห็นถึงความสำคัญและร่วมกันพัฒนาคุณภาพคนอย่างจริงจัง กระตุ้นผู้นำท้องถิ่นให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า จากปัจจัยปัญหาที่ซับซ้อน แน่นอนว่าไม่มีหน่วยงานใดหน่วยงานเดียวสามารถแก้ไขได้ นั่นจึงตอกย้ำถึงความสำคัญของกลไก กขป. ซึ่งอาจเรียกได้เป็นสถาปนิกและผู้ขับเคลื่อน ที่จะเปลี่ยนแนวคิดให้กลายเป็นการปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่ การดำรงตำแหน่ง กขป. จึงไม่ใช่เพียงการเข้ามารับหน้าที่ตามระเบียบฯ แต่คือการรับมอบภารกิจสำคัญระดับชาติ
“กขป. เป็นกลไกการทำงานที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามาปรึกษาหารือและร่วมกันหาทางออก เพื่อนำไปสู่การสร้างสังคมสุขภาวะให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ อันสอดรับกับแนวทางของรัฐบาลชุดนี้ที่มีภารกิจชัดเจนในการสานพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาที่สำคัญของประเทศ” รองนายกรัฐมนตรีกล่าว
นายโสภณ กล่าวต่อไปว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งในอดีตเคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้ฝากแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจการปฏิบัติหน้าที่ของ กขป. ที่เป็นกลไกสำคัญของการบูรณาการทำงานในระดับพื้นที่ พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาพ สนับสนุนการทำงานของ กขป. และยินดีที่จะเปิดช่องทางให้ กขป. สามารถส่งเสียงสะท้อนปัญหาและบทเรียนไปยังระดับนโยบาย เพื่อให้ระบบสุขภาพระดับชาติมีความเข้มแข็งและตอบโจทย์บริบทของพื้นที่
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้เรียนเน้นย้ำและขอความร่วมมือให้ กขป. ดำเนินงานอย่างสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ และทิศทางยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) โดยยึดหลักการสำคัญ ๔ ประการ ได้แก่ ๑. วางแผนเชิงยุทธศาสตร์ บูรณาการภารกิจ และทรัพยากร ๒. ใช้พื้นที่เป็นฐานและส่งเสริมการมีส่วนร่วม ๓. ส่งเสริมนวัตกรรมและการเรียนรู้ ๔. เสริมหนุนเชื่อมโยงนโยบายส่วนกลาง
นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า กขป. ถือเป็นจุดแข็งของประเทศในฐานะเป็นพื้นที่กลางในการสานพลังขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะระดับพื้นที่ โดยที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ สช. ได้ร่วมกันสนับสนุนการขับเคลื่อนกลไก กขป. มาโดยตลอด
สำหรับปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ได้กำหนดประเด็นเป้าหมายรวม ๔๗ ประเด็น ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความหลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่ อาทิ สุขภาวะพระสงฆ์ ปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ บุหรี่ไฟฟ้า การบริหารจัดการฝุ่นควันไฟป่า การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน การจัดขยะและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการดูแลกลุ่มเปราะบางสุขภาวะเด็กเยาวชน สังคมสูงวัย ฯลฯ
นพ.สุเทพ ชี้ประเด็นว่า ความสำเร็จของ กขป. เกิดจากบทบาทของการเป็นกลไกบูรณาการทรัพยากรร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านสุขภาพและด้านสังคม เพื่อกำหนดทิศทางการแก้ไขปัญหาสุขภาพ ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญของ กขป. ชุดที่ ๓ ที่จะได้มาร่วมกันคิด ออกแบบ และกำหนดทิศทางการพัฒนา เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลและหน่วยงานภาคีด้านสุขภาพให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยศักยภาพของ กขป. ที่มีองค์ประกอบจากหลากหลายภาคส่วน จะสามารถแปลงหลักการไปสู่การปฏิบัติจริงได้ ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมที่ยึดประโยชน์สุขของประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ขณะที่ นพ.อำพล จินดาวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และอดีตเลขาธิการ คสช. ร่วมปาฐกถาในหัวข้อ “โอกาส และความท้าทายของ กขป.กับการสานพลังระดับพื้นที่” ระบุว่า ระบบสุขภาพจึงมองภาพได้เหมือนกับเหรียญที่มีสองด้าน โดยด้านหนึ่งคือระบบสุขภาพเชิงการแพทย์และสาธารณสุข ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือระบบสุขภาพเชิงสังคม ซึ่ง กขป. จำเป็นจะต้องมองให้เห็นถึงเหรียญทั้งสองด้าน ที่มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากแต่อยู่ในลักษณะต่างคนต่างทำ จะทำอย่างไรให้กลไก กขป. เข้าไปเป็นแนวนอนในการถักทอเชื่อมร้อยการทำงานร่วมกัน โดยไม่ใช่เพียงคำว่า ‘บูรณาการ’ ที่แค่เข้ามาจับมือกัน แต่หมายถึง ‘สานพลัง’ คือนอกจากมารวมกันแล้วต้องยกระดับสิ่งที่ทำอยู่ให้เกิดผลได้ทวีคูณ
“บางคนอาจเข้าใจผิดคิดว่า กขป.เป็นองค์กร เลยอยากมีงบประมาณของตัวเอง อยากคิดงานของตัวเอง แต่ กขป.ไม่ได้มีหน้าที่นั้น กขป.คือกลไก มีหน้าที่สานพลังให้หน่วยงานต่างๆ เข้ามาขับเคลื่อนระบบสุขภาพ โดยสอดคล้องกับธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ รวมถึงสถานการณ์ในพื้นที่เขต ร่วมกันสร้างนวัตกรรมการแก้ไขปัญหาหรือสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้น ดังนั้นท่านคือช่างเชื่อม ไม่ใช่ช่างทำ” นพ.อำพล กล่าว
นพ.อำพล กล่าวอีกว่า หัวใจสำคัญ ๔ ห้องในการทำงาน กขป. คือ ๑. ศรัทธา เชื่อในพลังของอำนาจอ่อน (Soft Power) ในการทำงาน ๒. ปัญญา เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใช้ในการทำงาน ๓. ภาคี เชื่อมประสานการทำงาน ทั้งภายใน กขป. เองที่มีกลไกหลายภาคส่วน รวมถึงภาคีจากภายนอก ๔. มีการเรียนรู้ เพื่อให้การทำงานเติบโต ไม่หยุดอยู่กับที่

ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า ความสำคัญของข้อมูลนั้นเปรียบได้เหมือนกับทองคำ ซึ่งที่ผ่านมาเราใช้เวลาไปกับการขุดเหมืองทองกันเยอะ แต่กลับไม่ค่อยได้ใช้เวลาในการหลอมทองเพื่อนำมาทำสร้อยทองเท่าไรนัก นั่นหมายถึงกระบวนการวิเคราะห์และนำข้อมูลไปใช้ ซึ่งเมื่อก่อนข้อมูลต่างๆ อาจถูกวิเคราะห์แล้วส่งมอบให้ผู้บริหารนำไปใช้ในการดำเนินนโยบาย แต่ในยุคปัจจุบันที่ปัญหาของระบบสุขภาพเปลี่ยนจากโรคติดเชื้อ ไปสู่โรคที่เกิดจากพฤติกรรม ซึ่งไม่ได้แก้ด้วยแพทย์หรือพยาบาล แต่แก้ด้วยชุมชน จึงเป็นโจทย์อันท้าทายว่าเราจะนำเอาสร้อยทองเหล่านี้ไปให้ชุมชนได้อย่างไร
ดังนั้นหาก กขป. จะเลือกแก้ไขปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งในเขต ข้อมูลสำคัญที่ควรนำไปใช้คือข้อมูลเกี่ยวกับการเสียชีวิตและความพิการของประชาชน เนื่องจากปัญหาหนึ่งของประเทศไทยคือ แม้เราจะมีดัชนีความมั่นคงทางสุขภาพเป็นอันดับ ๕ ของโลก แต่กลับมีอายุคาดเฉลี่ยอยู่ในอันดับ ๗๘ ของโลก โดยสาเหตุสำคัญมาจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ดังนั้นหากเราใช้พลังของข้อมูล เพื่อนำไปออกแบบการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ โดยจัดเรียงลำดับความสำคัญ ก็จะเป็นส่วนในการแก้ไขปัญหาได้
“หัวใจสำคัญคือพลังของชุมชนในการแก้ไขปัญหา ถ้าเราคืนข้อมูลกลับไปให้เขาได้เห็นว่าในแต่ละเขต แต่ละจังหวัด แต่ละตำบล มีสาเหตุการตายหรือเจ็บป่วยจากอะไรมากที่สุด แล้วให้เขากลับไปจัดการภายในพื้นที่ของตนเอง จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันปัญหา เป็นการใช้พลังของข้อมูล ที่นำไปสู่พลังของชุมชนในการจัดการสุขภาพได้” ผู้จัดการ สสส. กล่าว

อนึ่ง ภายในเวทีครั้งนี้ยังได้มีผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาร่วมแสดงพลังความร่วมมือในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพและเขตสุขภาพเพื่อประชาชน ได้แก่ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. นพ.ดุสิต ขำชัยภูมิ รองเลขาธิการ สปสช. พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัด กทม. นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) นายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) นางวรสุดา รัตนสุคนธ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย และ ดร.ชูสิน วรเดช รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการปลัดกระทรวงศึกษาธิการ




