การขับเคลื่อนประเทศบนความคาดหวังที่แตกต่าง ท่ามกลางความสลับซับซ้อนและหลากหลาย มีผู้เล่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐ ไล่ลำดับมาตั้งแต่ระดับกระทรวง ทบวง กรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) องค์กรเอกชน สถาบันวิชาการ ตลอดจนภาคีเครือข่ายภาคประชาชนและประชาสังคม
แน่นอนว่า แต่ละภาคส่วนย่อมมีทั้งพันธกิจและมีงบประมาณของตนเอง เพื่อผลักดันการพัฒนาให้ไปสู่เป้าหมายที่ตัวเองวางไว้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นได้ทั้งจุดแข็ง และข้อจำกัด
ที่ผ่านมา สังคมไทยพยายามออกแบบกลไกเพื่อก้าวข้ามการทำงานแบบแยกส่วนกันทำ มาสู่การบูรณาการทั้งเป้าหมาย ภารกิจ และงบประมาณร่วมกัน แต่ใช่หรือไม่ว่า ภาพฝันที่เขียนได้อย่างง่ายและอธิบายความได้ภายในไม่กี่บรรทัดนี้ กลับขับเคลื่อนได้อย่างยากเย็น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบโครงสร้างการทำงานที่แข็งตัว มีการสั่งการตามสายบังคับบัญชาเป็นแนวดิ่ง จนทำให้ปัญหาที่ต้องอาศัยความคล่องตัวในการแก้ไข หรือการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ต้องอาศัยความยืดหยุ่นในการดำเนินการ ได้รับการตอบสนองไม่ทันท่วงที
การพัฒนาระบบสุขภาพของไทยในระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมานี้ พยายามที่จะไปให้ไกลกว่าแค่เรื่อง “มด หมอ หยูก ยา” หรือสุขภาพในทางการแพทย์ แต่หมายจะควบรวมเอามิติเชิงสังคม สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดการมีสุขภาพที่ดีมารวมเข้าไว้ด้วยกัน เมื่อยึดตามหลักการนี้ สุขภาพที่ดีจึงมิได้เป็นเพียงแค่เรื่องร่างกาย ชนิดที่เจ็บปวดตรงไหนก็ไล่แก้ไล่รักษาไปเป็นจุดๆ แต่สุขภาพดี คือการมีสุขภาวะที่ดีครบทั้ง ๔ มิติ ได้แก่ ร่างกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม
เพราะทั้ง ๔ มิตินี้ มีความเชื่อมโยงและส่งผลกระทบซึ่งกันและกันอย่างเป็นองค์รวม
ตัวอย่างเช่นปัญหาด้านสุขภาวะร่วมสมัยอย่างเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ปัญหาฝุ่นควันไฟป่า ปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งถือเป็นโรคมะเร็งอันดับหนึ่งที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากที่สุด ชัดเจนว่า ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยระบบสุขภาพเชิงการแพทย์เท่านั้น แต่ต้องขับเคลื่อนร่วมกับระบบสุขภาพเชิงสังคมด้วย
อีกทั้งปัญหาระดับชาติเหล่านี้มีรายละเอียดที่ซับซ้อน กว้างขวาง และหนักอึ้งราวกับภูเขา ซึ่งแน่นอนว่าเกินกว่าที่องค์กร หรือหน่วยงานใดจะแก้ไขได้เพียงลำพัง จึงจำเป็นต้องเกิดการสานพลังการทำงานร่วมกันจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ตามที่ ศ. นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ได้ให้แนวคิด “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ที่มีองค์ประกอบ ๓ ด้าน ได้แก่ การสร้างความรู้ การเคลื่อนไหวทางสังคม และการเชื่อมต่อกับการเมือง จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
หน่อเนื้อความคิดเหล่านี้ จึงเป็นที่มาของการเกิดนวัตกรรมทางสังคม เพื่อแก้ไขปัญหาด้านสุขภาวะสังคมไทยอย่าง คณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) ซึ่งเป็นกลไกที่เกิดขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดตั้งเขตสุขภาพเพื่อประชาชน พ.ศ. ๒๕๕๙ เพื่อทำหน้าที่สานพลังการขับเคลื่อนระบบสุขภาพครอบคลุมทั้ง ๑๓ เขตพื้นที่ทั่วประเทศ และโครงสร้างการทำงานในแต่ละพื้นที่จะประกอบไปด้วยภาคีเครือข่ายจากภาคส่วนต่างๆ อาทิ ผู้แทนส่วนงานราชการ ผู้ทรงคุณวุฒิและวิชาชีพ ผู้แทนจากภาคเอกชนและภาคประชาสังคม
เพื่อร่วมกันกำหนดและผลักดันประเด็นยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสุขภาวะในพื้นที่ของตนเอง โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง กลไกการทำงานเช่นนี้ ได้ทำให้ทางพื้นที่สามารถเป็นผู้ออกแบบและกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสุขภาวะได้ด้วยตนเอง อุปมาเหมือนการตัดเย็บเสื้อผ้าที่สอดรับกับสรีระร่างกายของตน ไม่ใช่การตัดเสื้อโหลนโยบายจากภาครัฐส่วนกลางแล้วบังคับใช้เหมือนกันทั่วทั้งประเทศ

แม้ว่าบทบาทการทำงานของ กขป. จะให้ความสำคัญกับพื้นที่เป็นหลัก แต่การทำงานทั้งหมดจะเชื่อมโยงและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ และนโยบายยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ด้วยเช่นกัน
จะเห็นได้ว่าจุดยืนการทำงานของ กขป. คือกลไกที่อยู่ระหว่างกลางของทุกฝ่าย มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นกรรมการของ กขป. โดยเป็นลักษณะการทำงานแบบแนวระนาบ ที่เชื่อมโยงทั้งภารกิจระดับชาติ และโจทย์ปัญหาของพื้นที่เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อแก้ข้อจำกัดจากโครงสร้างการทำงานแนวดิ่งแบบภาครัฐ จนทำให้เกิดการสานพลังที่ทุกฝ่ายจะมีส่วนเกี่ยวข้องในการผลักดันนโยบายสาธารณะ
ดังนั้น ในประเทศที่มีองค์กรอยู่มากมายเพียงพอแล้ว บทบาทของ กขป. จึงมิใช่การทำงานแบบ ‘องค์กร’ ที่มีกฎหมายหรืองบประมาณเป็นของตนเอง แต่เป็น ‘กลไก’ แนวนอนที่เข้ามาหนุนเสริม และสอดประสานให้องค์กรแนวดิ่งสามารถขับเคลื่อนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากเดิมทีที่มีอุปสรรคและช่องว่างระหว่างแนว กขป. ได้เข้ามาถักทอและทำให้เกิดภาพการทำงานแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าลายตารางหมากรุก ที่ยึดโยงให้ทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกันได้อย่างแน่นแฟ้นและมีพลัง โดยมีองค์กรอย่างกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกันทำหน้าที่เป็นเลขานุการให้กับ กขป.
ระยะเวลา ๔ ปี คือ หนึ่งวาระของ กขป. ห้วงเวลาที่หากจะถือว่าสั้นก็สั้นนัก แต่ก็ถือว่านานพอที่จะขับเคลื่อนความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม ซึ่งขณะนี้ การเดินทางของกลไกแนวนอนอย่าง กขป. ได้เดินทางเข้าสู่สมัยที่ ๓ แล้ว โดยคณะกรรมการชุดใหม่ (ชุดที่ ๓) ได้รับการแต่งตั้งและมีผลตั้งแต่วันที่ ๑๔ ก.ค. ๒๕๖๘
ย้อนกลับไป กขป. ชุดที่ ๑-๒ ได้สร้างรูปธรรมของการผลักดันนโยบายสาธารณะด้านสุขภาวะไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนประเด็นการป้องกันพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่ง สธ. ได้ร่วมกับสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สร้างพื้นที่อำเภอต้นแบบแก้ไขปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี (OVCCA)
การสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชน โดย สธ. สปสช. สช. และ สสส. ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการป้องกันบุหรี่ไฟฟ้า และจัดทำธรรมนูญสถานศึกษาปลอดภัย-ปลอดเหล้า-ปลอดปัจจัยเสี่ยง การจัดการฝุ่นควันไฟป่า ปัจจุบัน สปสช. และ อปท. ได้จัดทำประกาศให้กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) สามารถใช้งบประมาณในการจัดทำโครงการป้องกันฝุ่นควันไฟป่าได้
ไปจนกระทั่งการพัฒนาสุขภาวะคนข้ามเพศ LGBTQ+ ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) เขต ๑๓ ซึ่งเป็นตัวอย่างของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานใน กทม. และภาคประชาสังคม ตอบสนองปัญหาที่มีความหลากหลายและทันสมัยในบริบทเมือง
ขณะที่ กขป. ชุดที่ ๓ ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่ง ระหว่างปี ๒๕๖๘–๒๕๗๒ มีโครงสร้างการทำงานและได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมาย รวมทั้งแผนการดำเนินงานกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วทั้ง ๑๓ เขตพื้นที่ นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) บอกว่า ในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ได้มีการกำหนดประเด็นเป้าหมายรวม ๔๗ ประเด็น
เป็นประเด็นที่มีความหลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่ อาทิ สุขภาวะพระสงฆ์ ปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ บุหรี่ไฟฟ้า การบริหารจัดการฝุ่นควันไฟป่า การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน การจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการดูแลกลุ่มเปราะบาง สุขภาวะเด็กเยาวชน สังคมสูงวัย ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นโจทย์และวาระที่สำคัญในการพัฒนาสุขภาวะของประชาชนทั้งสิ้น
วาระการทำงานของ กขป. ชุดที่ ๓ ได้เริ่มนับหนึ่งเมื่อ ๓ เดือนก่อน ขอเอาใจช่วยกลไกแนวนอนในการผนึกทุกพลังทางสังคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเขยื้อนภูเขาสร้างสุขภาวะดีให้ดียิ่งขึ้น



