สร้าง ‘Sex Appeal’ ให้ กขป. ทำงานแบบ ‘Give and Take’


VIEW: 147   SHARE: 0     23-12-2025

ดร.สมพันธ์ เตชะอธิก  กรรมการสุขภาพแห่งชาติ บอกว่า หากไม่มีคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) และไม่มีสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) การพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมของประเทศไทย ก็จะขาดบทบาทการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนไปอีกหนึ่งกลไก

ในฐานะนักวิชาการด้านศักยภาพของชุมชน และอดีตอาจารย์ประจำหลักสูตรการจัดการการพัฒนาสังคม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ผู้ซึ่งคร่ำหวอดและมีประสบการณ์ตรงในกระบวนการการมีส่วนร่วมระดับประเทศ “ดร.สมพันธ์” มี ๓ ข้อเสนอ ถึง กขป.ชุดที่ ๓ ทั้ง ๑๓ เขต

๑. ประธาน กขป. รวมไปถึงรองประธาน เลขานุการ ตลอดจนทีมงานในคณะกรรมการ จะต้องทำตัวเองให้เป็นคนที่มีเสน่ห์น่าดึงดูด หรืออาจเรียกว่ามี Sex Appeal ที่สามารถเข้าไปดึงดูดผู้คน หรือหน่วยงานต่างๆ ที่หลากหลาย ให้เขามีความรู้สึกสนใจ ยอมรับ และเข้ามาร่วมสร้างนโยบายสาธารณะไปด้วยกัน

๒. การทำงานควรจะต้องทำในลักษณะ Give and Take ไม่ใช่การทำงานแบบ Take and Give หมายความว่าการที่ กขป. จะเข้าไปทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ อย่าเพิ่งไปของบประมาณหรือสิ่งต่างๆ จากเขาก่อน แต่ควรเข้าไปโดยการตอบว่า กขป. จะเข้าไปให้อะไรกับหน่วยงานนั้นได้บ้าง เช่น ข้อมูล ปัญญาความรู้ หรือการออกแรงช่วย เนื่องจาก กขป. เป็นกลไกที่ไม่ได้มีงบประมาณ ต้องเริ่มด้วยการทำงานให้ก่อนแล้วจึงค่อยรับทีหลัง ซึ่งหลังจากนั้นหน่วยงานก็อาจให้งบประมาณสนับสนุนตามมาได้

๓. ขอให้มีฐานคิดของการทำงาน ที่อาจเทียบง่ายๆ ด้วยภาษาอีสานเป็นคำว่า “๔ ฮ” ซึ่งประกอบด้วย ‘โฮม’ รวมคนที่หลากหลาย ‘ฮัก’ ทำให้คนเหล่านี้รักกัน มองโลกในแง่ดี คิดในแง่บวก ช่วยกันมองปัญหาต่างๆ ที่สามารถแก้ไขร่วมกันได้ในอนาคต แล้วจึง ‘เฮ็ดดี’ เข้ามาทำดีด้วยกัน นำนวัตกรรมเรื่องราวดีๆ ทั้งหลายไปหาโอกาสทำด้วยกัน สุดท้ายจึง ‘เฮียนฮู้’ สรุปบทเรียนหลังจากทำไปแล้ว เพื่อวิเคราะห์ว่าสิ่งใดดี สิ่งใดยังไม่ดี ซึ่งหากมีฐานคิดการทำงานเช่นนี้ ก็เชื่อว่าจะทำให้ กขป. กลายเป็นที่ยอมรับ ศรัทธา และน่าเชื่อถือในอนาคต

“ภารกิจงานหลักที่ กขป. ควรทำ อาจไม่ใช่การเข้าไปทำเอง แต่เป็นการเข้าไปประมวลนวัตกรรมด้านสุขภาพที่ครอบคลุมทั้ง ๔ มิติ คือ สุขภาพกาย สุขภาพจิตใจ สุขภาพทางสังคม และสุขภาพทางปัญญา ว่ามีนวัตกรรมดีๆ อยู่ภายในเขต จังหวัด อำเภอ หรือตำบล ภายในพื้นที่ของท่านมีอะไรอยู่บ้าง พอรวบรวมได้แล้วก็จัดทำเป็น Mapping ให้ชัด แล้วนำไปเผยแพร่เพื่อขยายผลในทุกช่องทาง” ดร.สมพันธ์ ให้แนวทาง

 

สำหรับการขับเคลื่อนเพื่อผลักดันเข้าสู่นโยบายสาธารณะ ดร.สมพันธ์ อธิบายว่าสามารถทำได้ใน ๖ ช่องทาง ได้แก่

๑. ภาคีเครือข่ายทำกันเอง วิธีนี้ไม่ต้องไปขอเงินใคร และไม่ต้องไปรอใคร โดยอาจเปิดการระดมทุนในรูปแบบต่างๆ เช่น จัดทอดผ้าป่า เพื่อนำเงินมาใช้แก้ไขปัญหา ส่วนตัวอย่างประเด็นที่ไปขับเคลื่อน เช่น ช่วยเหลือประชากรกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงสิทธิ หรือคนพิการทางสายตาที่ยังขาดไม้เท้าขาว ไม่มีอาชีพ เดินทางไปไหนมาไหนไม่สะดวก ซึ่งในแต่ละจังหวัดมีอยู่ไม่ต่ำกว่าหมื่นคนที่ยังขาดการดูแล ก็สามารถระดมทุนเพื่อนำมาจัดอบรมหรือช่วยเหลือได้

๒. ผลักดันเข้าสู่เทศบัญญัติ หรือข้อบัญญัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล ฯลฯ เพราะเมื่อนโยบายเข้าไปในระบบนี้เมื่อไรแล้ว ก็จะช่วยให้มีแผนงบประมาณ มีกลไกต่างๆ ที่เข้ามาขับเคลื่อนงานเป็นระบบปกติ ซึ่ง อปท. ทุกแห่งมีการดูแลกองทุนต่างๆ อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) กองทุนดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง (Long-term Care: LTC) หรือกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัด ที่เข้ามาช่วยในการขับเคลื่อนได้

๓. ผลักดันสู่ภาคธุรกิจเอกชน ที่โดยปกติจะมีกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (Corporate Social Responsibility: CSR) ซึ่งมีกำลังและศักยภาพที่จะสามารถสนับสนุนงานต่างๆ ได้ หากหน่วยงานเห็นด้วยกับนโยบายที่ถูกนำเสนอ เพื่อทำให้เกิดการผลักดันขับเคลื่อนต่อไปได้

๔. ผลักดันสู่ยุทธศาสตร์จังหวัด รวมถึงกลไกคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) ซึ่งแต่ละจังหวัดมีงบประมาณไม่ต่ำกว่า ๒๐๐-๓๐๐ ล้านบาท ก็สามารถที่จะนำเอามาขับเคลื่อนการดำเนินนโยบาย เพื่อแก้ไขปัญหาทางด้านสุขภาพทั้ง ๔ มิตินี้ได้ หากได้รับความเห็นชอบ

๕. ผลักดันผ่านหน่วยงานภาครัฐ ราชการ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง กรม ต่างๆ

๖. ผลักดันไปถึงรัฐบาล ภาคการเมือง ซึ่งอาจให้ความสำคัญเป็นลำดับสุดท้าย เพราะรัฐบาลหรือพรรคการเมืองเมื่อทำแล้ว ย่อมคาดหวังว่าจะต้องได้คะแนนเสียงกลับมา

“ในช่วงวาระ ๔ ปีของ กขป. หากเลือกประเด็นที่จะขับเคลื่อนอย่างน้อยปีละเรื่อง ก็ได้แล้ว ๔ เรื่อง หรือหากจะทำให้ครบทั้ง ๔ มิติ ทั้งสุขภาพกาย จิตใจ สังคม และปัญญา รวมปีละ ๔ เรื่อง ก็จะกลายเป็น ๑๖ เรื่อง จึงอยากฝาก กขป. ทั้ง ๑๓ เขต เอาไว้ด้วยความหวัง พร้อมกับการมีอนาคตที่ดีร่วมกันต่อไป” ดร.สมพันธ์ ทิ้งท้าย

NHCO Q&A