ทิศทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่สวนทางกับความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ย่อมสร้างผลกระทบต่อเนื่องมาสู่สุขภาพของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในอีกทางหนึ่งมนุษย์ก็กำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพทั้งทาง ‘กาย’ และทาง ‘จิต’ ที่เพิ่มขึ้น ทั้งโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ภาวะเครียด ซึมเศร้า และความเหนื่อยล้าจากวิถีชีวิตเมือง (Urban Stress)
แนวคิด “การสร้างเสริมสุขภาวะบนฐานสิ่งแวดล้อม” เช่น การอาบป่า (Forest Bathing) การเดินป่าเชิงสุขภาพ การจัดกิจกรรมในสวนสาธารณะ หรือการฟื้นฟูสุขภาพด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น กำลังได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าช่วยลดความเครียด เยียวยาจิตใจ และส่งเสริมสุขภาพจิตให้ดีขึ้น แต่ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองที่มีสัดส่วนจำกัด ประชาชนจำนวนมากขาดโอกาสเข้าถึงธรรมชาติอย่างมีคุณภาพ การมองหาทางออกที่ก้าวข้ามกรอบการทำงานแบบเดิมจึงเป็นเรื่องสำคัญ
ในขณะที่ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติหลากหลาย ทั้งอุทยานแห่งชาติ ป่าชุมชน และพื้นที่สีเขียวในเมือง แต่การนำทรัพยากรเหล่านี้มาเชื่อมโยงกับระบบสุขภาพเชิงนโยบายยังอยู่ในระดับโครงการเฉพาะพื้นที่ ยังไม่พัฒนาเป็นกลไกระดับประเทศ สถานการณ์เช่นนี้จึงนำมาสู่ความสำคัญให้เวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๙ มุ่งพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อหาทางออกให้กับเรื่องนี้

“สานพลัง” ฉบับนี้ได้รับเกียรติจาก ศ. สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะทำงานพัฒนาประเด็นการสร้างเสริมสุขภาวะบนพื้นฐานสิ่งแวดล้อม มาร่วมพูดคุยและบอกเล่าถึงเบื้องหลังการขับเคลื่อนร่างมตินโยบายสาธารณะ ที่มุ่งหวังจะเชื่อมโยงมิติทางสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างยั่งยืน
จากกระแส ‘อาบป่า’ สู่การพัฒนานโยบาย
ศ. สุริชัย บอกเล่าถึงที่มาและแรงผลักดันสำคัญจากกระแสการตื่นตัวของสังคมในเรื่องการ “อาบป่า” (Forest Bathing) ซึ่งได้กลายมาเป็นเทรนด์การท่องเที่ยว ตลาดใหม่ และอาชีพใหม่ที่มีการกำหนดมาตรฐานและคุณวุฒิวิชาชีพ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ใช่เพียงแค่คนในสายสุขภาพเท่านั้นที่ให้ความสนใจ แต่ยังมีภาคธุรกิจและชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
เมื่อมนุษย์ต้องการพึ่งพาธรรมชาติที่ดีเพื่อเยียวยาสุขภาพของตนเอง ประกอบกับความตื่นตัวจากหลากหลายวงการนี้ กลายเป็นโจทย์สำคัญที่นำมาสู่การพัฒนาประเด็น “การสร้างเสริมสุขภาวะบนพื้นฐานสิ่งแวดล้อม” ที่มุ่งยกระดับทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพสมัยใหม่ ที่ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียม
“คำว่าสุขภาพหรือสุขภาวะในปัจจุบัน เป็นคำกลางๆ ที่ช่วยชวนให้เราหลุดออกจากสายสาธารณสุขดั้งเดิม แต่เป็นสะพานเชื่อมให้หลายภาคส่วน ทั้งสายสิ่งแวดล้อม สายท่องเที่ยว และสายเศรษฐกิจ มาร่วมมือทำงานนโยบายร่วมกันได้” ศ. สุริชัย เสริมถึงหัวใจของการประสานงาน
หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ถูกพูดถึงอย่างมากในร่างมตินี้คือ “Social Prescribing” หรือการสั่งจ่ายกิจกรรมทางสังคมเพื่อการเยียวยา ศ. สุริชัย ขยายความว่า แนวคิดนี้มีพื้นฐานมาจากความเชื่อที่ว่าธรรมชาติสามารถเยียวยาความเจ็บป่วยและความรุ่มร้อนในจิตใจของมนุษย์ได้ ซึ่งในอดีตเราอาจคุ้นเคยกับแนวคิดนี้ผ่านศาสนธรรมหรือวัดป่าที่ให้ความสงบ แต่ในทางการแพทย์สมัยใหม่ได้มีการศึกษาและตื่นตัวในเรื่องนี้อย่างจริงจัง
สำหรับกลไกของ Social Prescribing นับเป็นระบบที่เปิดโอกาสให้แพทย์ หรือบุคลากรสาธารณสุขที่มีใบประกอบวิชาชีพ สามารถ “สั่งจ่าย” กิจกรรมทางสังคมหรือกิจกรรมธรรมชาติบำบัดแทนการจ่ายยาเคมี ตัวอย่างเช่น การแนะนำให้ผู้ป่วยไปเดินป่า อาบป่า หรือพักผ่อนริมทะเลเป็นเวลา 5-7 วัน ซึ่งในต่างประเทศ ระบบนี้ได้รับการรองรับผ่านระบบประกันสุขภาพ และได้รับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ส่วนประเทศไทย การทำ Social Prescribing หรือกิจกรรมอาบป่ายังคงจำกัดอยู่ในลักษณะของการทดลอง (Pilot Project) หรือเป็นธุรกิจทางเลือกสำหรับกลุ่มคนชั้นกลางและผู้มีฐานะ ร่างมติฉบับนี้จึงมุ่งหวังที่จะเข้ามาดูแลและจัดทำระบบมาตรฐาน เพื่อรองรับการตื่นตัวทั้งจากภายในและต่างประเทศให้เป็นระบบและเข้าถึงได้กว้างขวางขึ้น
เชื่อม ‘คนเมือง-คนชนบท’ ผ่านบริการทางนิเวศ
บางคนอาจมองว่าเรื่องสุขภาวะจากธรรมชาตินั้น เป็นเรื่องของคนเมืองหลวงที่ขาดแคลนพื้นที่สีเขียวเท่านั้น แต่ ศ. สุริชัย ชี้ให้เห็นว่า วิถีชีวิตแบบเมืองได้แผ่ขยายเข้าไปในชนบทอย่างมากแล้ว นอกจากนี้ คนเมืองและคนชนบทยังมีความพึ่งพาอาศัยกันอย่างลึกซึ้ง เช่น คนกรุงเทพฯ ได้รับประโยชน์จากพื้นที่ปอดอย่างบางกระเจ้า หรือแม่น้ำเจ้าพระยาก็พึ่งพิงสายน้ำที่ไหลมาจากต้นน้ำทางภาคเหนือ อย่างแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน เป็นต้น
ทั้งนี้ ในต่างประเทศเริ่มมีการนำแนวคิด “บริการทางระบบนิเวศ” (Ecological Services) มาคิดคำนวณเป็นภาษี เช่น คนปลายน้ำในเมืองต้องจ่ายภาษีเพื่อสนับสนุนการดูแลรักษาป่าต้นน้ำแก่คนในชนบท แต่ประเทศไทยยังไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง มตินี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะชวนสังคมมาถกเถียงและสร้างความเข้าใจร่วมกันในเรื่องการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างเมืองและชนบท
สำหรับความคืบหน้าการประชุมคณะทำงานที่ผ่านมา ศ. สุริชัย เล่าว่าบรรยากาศเป็นไปด้วยความสร้างสรรค์ ไม่เน้นการโต้เถียงว่าใครถูกผิด แต่เป็นการระดมสมองเพื่อหาทางออกร่วมกันระหว่างภาคส่วนที่เคยแยกขาดจากกัน เช่น ป่าไม้ ท่องเที่ยว และสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการเชื่อมโยงนโยบายระดับท้องถิ่นเข้ากับนโยบายภาพใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับโครงการพัฒนาเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของรัฐ เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โครงการแลนด์บริดจ์ หรือการเข้ามาของ Data Center ที่ใช้พลังงานและน้ำมหาศาล ซึ่งโครงการเหล่านี้มักตัดสินใจไปก่อนโดยขาดการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างรอบด้าน

ประธานคณะทำงานพัฒนาประเด็นฯ ได้ฝากข้อคิดสำคัญถึงสังคมไทยในการร่วมมือกันขับเคลื่อนประเด็นนี้ โดยย้ำว่าสังคมต้องเปลี่ยนทัศนคติ (Mindset) หันมาพูดคุยกันด้วยข้อมูล หลักฐานทางวิชาการ และข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ แทนการใช้อารมณ์หรืออำนาจตามกฎหมายตัดสิน พร้อมทั้งต้องให้เกียรติและเคารพเสียงของคนในท้องถิ่นที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง เพื่อร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูประเทศไปข้างหน้าพร้อมกันอย่างยั่งยืน
“การเดินหน้าไปสู่ความเจริญเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องไม่ทำผิดซ้ำซาก เราต้องร่วมกันฟื้นฟูและเยียวยาสิ่งที่เสียหายไปแล้วด้วย ฝ่ายการเมืองและผู้นำประเทศต้องมองข้ามผลประโยชน์ของพรรคตนเอง และหันมาสร้าง 'สุขภาวะในการพูดคุย' (Healthy Dialogue) ร่วมกัน” ศ. สุริชัย ทิ้งท้าย


