แก้วิกฤตชาติ เพิ่มคุณภาพ ‘ทุนมนุษย์’ สร้างอนาคต ‘First Jobber’ ไทย


VIEW: 114   SHARE: 0     07-09-2026

image

ในยุคสมัยที่โลกต้องเผชิญกับความผันผวนและวิกฤตซ้อนวิกฤต ไม่ว่าในมิติของสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม หรือภูมิรัฐศาสตร์ ท่ามกลางเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำหน้าไปอย่างรวดเร็ว ไทยกำลังเผชิญกับโจทย์ท้าทายครั้งใหญ่ในการพัฒนาประเทศ ซึ่งกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ คือการทำความเข้าใจและปฏิรูประบบการพัฒนา “ทุนมนุษย์” อย่างจริงจัง

แน่นอนว่านี่คือโจทย์ใหญ่ที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ โดยเฉพาะในสถานการณ์โครงสร้างประชากรขณะนี้ ที่นอกจากจำนวนเด็กเกิดน้อยแล้วยังถูกตั้งคำถามในแง่ของ “คุณภาพ” เรื่องนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๙ ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อจัดการกับสภาพปัญหาดังกล่าว

“สานพลัง” ฉบับนี้ได้รับเกียรติจาก ศ. ดร.นพ.ศิริเกษม ศิริลักษณ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก และประธานคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) เขตพื้นที่ ๒ ในฐานะประธานคณะทำงานพัฒนาประเด็นยกระดับคุณภาพทุนมนุษย์ของประเทศ หรือว่าชื่อของประเด็นในปัจจุบันคือ “การพัฒนาระบบนิเวศที่ส่งเสริมสุขภาวะของกลุ่มเริ่มต้นทำงานใหม่” เข้ามาร่วมฉายภาพถึงทิศทางการวางข้อเสนอเชิงนโยบายต่อจากนี้


 ‘แผลเป็น’ ของ First Jobber 

ศ. ดร.นพ.ศิริเกษม เกริ่นนำว่าจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหา คือการปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อ “ทุนมนุษย์” (Human Capital) โดยเราต้องมองว่ามนุษย์คือ “ทุน” สำหรับการพัฒนาประเทศในอนาคต ไม่ใช่ “ต้นทุน” หรือภาระที่ภาครัฐหรือสังคมต้องแบกรับดูแล

ทั้งนี้ หากเรามองเห็นศักยภาพของมนุษย์ในฐานะทุน สิ่งที่จะตามมาคือการให้ความสำคัญกับการศึกษา และการเร่งพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับประเทศที่เจริญแล้ว ที่ยกระดับการศึกษาให้เป็นวาระอันดับหนึ่ง เพื่อไม่ให้ประเทศต้องตกขบวนการพัฒนา

อย่างไรก็ดี ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้เด็กไทยขาดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก สะท้อนได้จากผลคะแนนประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) ที่ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศท้ายๆ ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคการเมือง ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการร่วมกันปรับปรุงระบบการศึกษาให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

ขณะเดียวกัน เมื่อระบบการศึกษาต้นทางมีปัญหา ผลลัพธ์จึงออกมาปรากฏที่ปลายทางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือกลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ หรือ “First Jobber” ซึ่งเป็นกลุ่มที่มติสมัชชาสุขภาพฯ ประเด็นนี้กำลังให้ความสำคัญ

ประธานคณะทำงานพัฒนาประเด็นฯ สะท้อนว่าความน่ากังวลของกลุ่ม First Jobber ในปัจจุบันคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “แผลเป็นจากการไม่ได้งานทำ” (Scarring Effect) กล่าวคือ เมื่อเด็กที่จบใหม่หรือผ่านการอบรมมาแล้วไม่ได้งานทำทันที ในปีถัดไปพวกเขาก็จะยิ่งหางานยากขึ้น เนื่องจากมีบัณฑิตรุ่นใหม่เข้ามาทดแทน ในขณะที่ความรู้และทักษะที่เคยเรียนมาก็เริ่มเลือนหายไปตามกาลเวลา ซึ่งปรากฏการณ์นี้อาจส่งผลให้พวกเขาเกิดภาวะ “ตกงานเป็นทศวรรษ” หรือว่างงานยาวนานนับ ๑๐ ปีได้

เขายังสะท้อนต่อไปถึงสัดส่วนของเด็กจบใหม่ทั้งหมด ว่าจะมีเพียงกลุ่มหัวกะทิประมาณ ๑๐-๒๐% เท่านั้นที่ได้งานทำทันที ขณะที่กลุ่มท้ายตารางอีก ๑๐-๒๐% จะเข้าสู่ภาวะสูญเปล่า (Wasting) คือไม่ได้งานทำเลย และอาจติดอยู่ในวงจรนี้ยาวนานนับสิบปี ซึ่งการไม่มีงานทำนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในมิติทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังทำลาย “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต และลดทอนคุณภาพชีวิตโดยรวมของพวกเขาด้วย

“สาเหตุสำคัญที่ทำให้ First Jobber ตกงานจำนวนมาก เกิดจากการที่สถาบันผู้ผลิตยังไม่สามารถสร้างบัณฑิตที่มีคุณลักษณะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ขาดการเตรียมความพร้อมด้านทักษะทางอารมณ์และสังคม (Soft Skills) ที่จำเป็น รวมถึงยังคงยึดติดกับรูปแบบการเรียนการสอนและการสอบแบบเดิมๆ ทั้งที่โลกเปลี่ยนไปแล้ว” ศ. ดร.นพ.ศิริเกษม ให้ภาพ

เขาเสริมด้วยว่า นอกจากนี้ บัณฑิตที่จบในสายวิชาการซึ่งเน้นหนักเฉพาะทฤษฎี แต่ขาดทักษะปฏิบัติจะมีโอกาสได้งานทำน้อยมาก ต่างจากสายวิชาชีพเฉพาะทาง เช่น แพทย์ พยาบาล หรือครู ที่ยังมีทักษะติดตัวและมีพื้นที่รองรับในตลาดงานมากกว่า


ปรับใหญ่หลายมิติ 

ศ. ดร.นพ.ศิริเกษม อธิบายต่อไปถึงแนวทางการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายประเด็นนี้ ว่าการจะขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องปรับปรุงในหลายมิติพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น

๑. สร้างและพัฒนาผู้สอน (Train the Trainer) หากครูหรือผู้ฝึกสอนยังไม่ได้รับการอัปเดตความรู้และทักษะให้เท่าทันสถานการณ์ปัจจุบัน เราย่อมไม่สามารถคาดหวังให้ผู้เรียนเก่งขึ้นได้ ดังนั้นต้องเริ่มจากการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้เข้าใจสถานการณ์จริงของโลกเสียก่อน

๒. การออกแบบหลักสูตรร่วมกับภาคส่วนจริง สถาบันการศึกษาต้องดึงภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมไปถึงศิษย์เก่า เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตรและการฝึกอบรม เพื่อให้มั่นใจว่าบัณฑิตที่จบออกมาจะมีคุณลักษณะตรงตามความต้องการของตลาดงานจริง

๓. การบังคับใช้กฎหมายและข้อบังคับ (Law and Regulation) การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ยากหากไม่มีกฎระเบียบมาบังคับใช้ เปรียบเสมือนการควบคุมการสูบบุหรี่ที่ประสบความสำเร็จได้เพราะมีกฎหมายจำกัดพื้นที่สูบ ดังนั้นในภาคการศึกษา หน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) ต้องเข้ามามีบทบาทในการกำหนดสัดส่วนการผลิตบัณฑิตในแต่ละสาขาวิชาชีพให้เหมาะสม รวมถึงบังคับให้มีการบรรจุทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความรอบรู้ด้านดิจิทัล (Digital Literacy) ตลอดจนทักษะภาษาลงในหลักสูตร เพื่อเป็นอาวุธติดตัวให้เด็กสามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและเวทีโลก

๔. ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และการเรียนข้ามศาสตร์ เราต้องปลูกฝังทัศนคติแบบ “Lifelong Learner” ให้แก่เด็ก เพื่อให้พวกเขาสามารถปรับตัวและหาทางไปต่อได้ในอนาคต รวมถึงต้องส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามศาสตร์ (Interdisciplinary) ที่ไม่ยึดติดเฉพาะศาสตร์ของตนเอง เช่น แม้แต่ผู้เรียนแพทย์ก็จำเป็นต้องมีความรู้ด้านดิจิทัล เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างชาญฉลาดในอนาคต

“หากหลักสูตรมันไม่เอื้อให้เขามีอาวุธติดตัว จบออกมาได้แค่ปริญญา แต่ทำงานไม่เป็น ก็คงไม่มีใครจ้างเขา ยิ่งปัจจุบันด้วยแล้วเขาไม่ได้ดูเฉพาะแค่ว่าคุณมีปริญญาอะไร แต่เขาดูว่าคุณทำอะไรได้บ้าง มันเลยย้อนมาสู่กระบวนการตั้งต้นว่า ก่อนที่เขาจะเข้าไปเรียนอีก ๔ ปี ๕ ปี หรือ ๖ ปี กว่าจะจบ เขาได้ถูกหล่อหลอมด้วยกระบวนการของหลักสูตร ที่ทำให้เขามีคุณลักษณะบัณฑิตที่ดีพอหรือยัง” ศ. ดร.นพ.ศิริเกษม ตั้งโจทย์


ผสานบทบาทสร้าง ‘มติที่กินได้’

ในฐานะผู้ที่มีบทบาทโดยตรงกับภาคการศึกษา โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนนักศึกษาแพทย์ ศ. ดร.นพ.ศิริเกษม เปรียบเทียบว่า หากพิจารณาตัวอย่างจากกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือของสถาบันผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานร่วมกันมากว่า ๓๐-๔๐ ปี จะพบว่าปัญหากลุ่ม First Jobber ในสายวิชาชีพนี้มีน้อยมาก เนื่องจาก กสพท. มีการรวมกลุ่มกันกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (National License) โดยอิงเกณฑ์มาตรฐานสากลอย่าง World Federation for Medical Education (WFME) มาใช้ในการคัดกรองผู้ที่จะออกไปรักษาคนไข้ให้มีคุณภาพ โดยไม่ต้องรอให้มีกฎหมายมาบังคับสั่งการ

ทั้งนี้ ในการขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ เขาจึงมีความคาดหวังต่อมติหรือข้อเสนอแนะต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ว่าจะต้องไม่เป็นเพียงแค่เอกสารรายงานที่ถูกตั้งทิ้งไว้บนหิ้ง แต่ต้องเป็น “มติกินได้” ซึ่งหมายถึงมติที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง มีขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจนแบบ Step-by-Step ระบุผู้รับผิดชอบและแนวทางการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานอย่างบูรณาการ และได้รับการสนับสนุนจากภาคการเมืองเพื่อผลักดันให้เป็นนโยบายระดับชาติต่อไป

“การขับเคลื่อนสังคมไปสู่การมีทุนมนุษย์ที่พร้อมรองรับอนาคต ไม่อาจปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในลักษณะองค์รวม เพราะฉะนั้นคนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการทำมติก็จะต้องชัดเจน ต้องเป็นคนที่มีบทบาท มีอำนาจหน้าที่พอสมควรในเรื่องนั้นๆ แล้วก็มาจากทุกภาคส่วนด้วย” ศ. ดร.นพ.ศิริเกษม ตอกย้ำใจความ

พร้อมกันนี้เขาได้ฝากสรุปไว้ถึงบทบาทความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่สถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด โดยพ่อแม่และผู้ปกครองต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ ไม่ได้มุ่งส่งลูกหลานไปเรียนแต่มหาวิทยาลัย แล้วมองข้ามการหล่อหลอมให้เป็นผู้สามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต หรือมีทักษะสำคัญที่นำไปประกอบอาชีพได้ เช่น การศึกษาสายอาชีพ เป็นต้น และครอบครัวต้องช่วยค้นหาศักยภาพที่แท้จริงของเด็ก ซึ่งมีความฉลาดที่แตกต่างกันถึง ๘ ด้าน (ตามทฤษฎีพหุปัญญา ‘Multiple Intelligences’ คิดค้นโดย Howard Gardner) แล้วสนับสนุนให้พวกเขาได้เรียนในสิ่งที่ตรงกับความสามารถที่แท้จริง

ในขณะที่สังคมและสถาบันการศึกษา ก็ต้องร่วมมือกันเตรียมความพร้อมและสร้างทัศนคติการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur Mindset) ให้แก่เด็ก เพื่อให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองและสร้างสรรค์งานได้ ไม่ว่าจะทำงานในองค์กรหรือออกมาทำธุรกิจส่วนตัว สังคมต้องเลิกตั้งคำถามเพียงแค่ว่าเด็กจบใหม่จะทำงานอย่างไร แต่ต้องถามว่าสังคมจะช่วยเตรียมความพร้อมและสนับสนุนพวกเขาอย่างไร ไม่ปล่อยให้พวกเขาต้องเผชิญหน้าเองตามยถากรรม

นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญคือการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและความจริง ซึ่ง ศ. ดร.นพ.ศิริเกษม มองว่าสังคมไทยต้องเรียนรู้ที่จะพูดคุยและแก้ไขปัญหาร่วมกันบนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based) มีทัศนคติแบบยืดหยุ่นและเติบโต (Growth Mindset) ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) เพื่อร่วมกันนำพาประเทศฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

 

NHCO Q&A