ความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในกระบวนการ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๙ ที่กำลังจะเวียนมาบรรจบอีกครั้งในปีนี้ ไม่ใช่แค่เพียงรอบเวลาที่ถูกขยับปรับให้เร็วขึ้นมาเป็นเดือน ต.ค. เท่านั้น แต่ยังนับเป็นการเปิดฉากกระบวนการ “สมัชชาสุขภาพคนรุ่นใหม่” อย่างเต็มระบบ
ท่ามกลางระยะเวลาที่เหลือ ก่อนถึงการจัดงานครั้งนี้ “สานพลัง” ได้รับเกียรติจาก พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ประธานคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) ครั้งที่ ๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๙ ที่จะมาร่วมบอกเล่าถึงภาพรวมความคืบหน้า รวมทั้งรายละเอียดของระเบียบวาระสำคัญ ที่จะนำไปสู่เป้าหมายในการสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่ตอบโจทย์ชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง
--- เดินหน้าเต็มกำลัง ---
พญ.พรรณพิมล ฉายภาพว่า แม้ปีนี้จะมีการขยับช่วงเวลาการจัดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติให้เร็วขึ้นกว่าเดิม แต่ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามแผนงานที่ได้ออกแบบรองรับไว้ล่วงหน้า โดยปัจจุบันมีความก้าวหน้าใน ๒ ส่วนหลัก ทั้งในส่วนของระเบียบวาระที่จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณา รวมทั้งในส่วนของรูปแบบการจัดงานและการสื่อสารของกิจกรรม
ทั้งนี้ ในส่วนของระเบียบวาระเริ่มแรกได้รับข้อเสนอจากภาคีเครือข่ายต่างๆ เข้ามาพิจารณารวมทั้งสิ้น ๕ ประเด็น ก่อนที่จะผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและกลั่นกรอง จนขณะนี้เหลือ ๒ ประเด็นหลักที่อยู่ระหว่างการพัฒนาไปสู่ระเบียบวาระการประชุม ได้แก่ ๑. การสร้างเสริมสุขภาพบนพื้นฐานสิ่งแวดล้อม ๒. การยกระดับคุณภาพทุนมนุษย์ของประเทศ โดยปัจจุบันมีการแต่งตั้งคณะทำงานทางวิชาการเข้ามารองรับและพัฒนาประเด็นทั้งสองอย่างต่อเนื่องแล้ว
อย่างไรก็ตาม เวทีสมัชชาสุขภาพฯ ครั้งนี้ ยังมีการขับเคลื่อนคู่ขนานของอีก ๒ ประเด็น ที่แม้จะไม่ได้พัฒนาเพื่อบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระอย่างเป็นทางการในปีนี้ แต่ก็มีบทบาทความสำคัญ นั่นคือประเด็น “บทบาทภาคประชาสังคมในฐานะหุ้นส่วนการพัฒนา” ซึ่งมุ่งหมายที่จะใช้สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เป็นเวทีกลางเพื่อจัดกระบวนการพูดคุยแลกเปลี่ยน แทนการพัฒนาเป็นระเบียบวาระ
ส่วนอีกประเด็นคือการพัฒนาข้อเสนอของกลุ่มเยาวชน ที่มุ่งเน้นให้เยาวชนเป็นผู้ดำเนินกระบวนการด้วยตนเองทั้งหมด เกิดเป็นกระบวนการ “สมัชชาสุขภาพคนรุ่นใหม่” ที่จะมีขึ้นคู่ขนานไปกับการจัดงานหลัก ซึ่งขณะนี้ได้มีคณะทำงานและเริ่มกระบวนการในระดับภูมิภาคแล้ว
“แต่อย่างไรก็ตามเราก็ยังคงเปิดกว้างรับประเด็นเร่งด่วนอื่นๆ ที่อาจเสนอเข้ามาเพิ่มเติม โดยจะนำเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นตามขั้นตอนปกติ เพื่อพิจารณาความพร้อมและการจัดการที่เหมาะสมต่อไป” ประธาน คจ.สช. ครั้งที่ ๑๙ เสริม
ขณะที่ในส่วนของรูปแบบการจัดงานและการสื่อสาร ได้มีการมุ่งเน้นไปที่การสร้างการมีส่วนร่วมและทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยมีไฮไลท์สำคัญนั่นคือการออกแบบ “ตลาดนัดนโยบายสุขภาพ” ซึ่งขณะนี้ได้วางรูปแบบหน้าตาคร่าวๆ ไว้แล้ว และอยู่ในขั้นตอนคัดสรรประเด็นที่จะมานำเสนอในตลาดนัดนี้
สำหรับกระบวนการสื่อสาร ก็ได้มีการวางแผนระยะเวลาอย่างชัดเจน โดยมุ่งเน้นการสื่อสารเชิงประเด็นที่คัดเลือกเข้ามา ควบคู่ไปกับการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการจัดงานสมัชชาสุขภาพ ซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นต่อร่างระเบียบวาระอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงวันจัดงาน
--- เจาะลึก ๒ ระเบียบวาระสำคัญ ---
พญ.พรรณพิมล อธิบายต่อไปในรายละเอียดของ ๒ ระเบียบวาระหลัก ที่มีความสำคัญและตอบสนองต่อสถานการณ์ปัจจุบันอย่างมาก เริ่มจากประเด็น การสร้างเสริมสุขภาพบนพื้นฐานสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งเน้นแนวคิดของการใช้ “ธรรมชาติบำบัด” (Nature Therapy) เข้ามาตอบสนองต่อสภาวะความตึงเครียดในการดำเนินชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน
“ความเครียดส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาวะทั้งทางร่างกายและจิตใจ แล้วเราพบว่าธรรมชาติมีศักยภาพในการช่วยสร้างสุขภาวะ บำบัด และฟื้นฟูสุขภาพได้ แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีการจัดระบบหรือการจัดการที่ชัดเจนในเรื่องนี้” เธออธิบายหลักการ
ทั้งนี้ เนื่องจากยังเป็นประเด็นที่ใหม่ ปัจจุบันทางคณะทำงานจึงกำลังเร่งดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ นับตั้งแต่การกำหนดนิยามเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับความหมาย ขอบเขต และวิธีการของธรรมชาติบำบัด ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับด้านสุขภาพ ภายใต้การออกแบบระบบรองรับ ซึ่งได้มีการพูดคุยกันถึงแนวคิดอย่างเช่น การสั่งจ่ายทางสังคม (Social Prescribing) ว่าควรจะมีการออกแบบระบบหรือพัฒนาเป็นสิทธิประโยชน์ออกมาในลักษณะใด
มากกว่านั้นยังแตะไปถึงมิติของการจัดการเชิงพื้นที่ โดยออกออกแบบให้เจ้าของพื้นที่ธรรมชาติในท้องถิ่นมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการให้บริการนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเข้าไปใช้ประโยชน์ฝ่ายเดียวโดยที่ชุมชนไม่มีส่วนร่วมหรือไม่มีงบประมาณดูแลรักษาธรรมชาติ ซึ่งแง่มุมเหล่านี้จะถูกนำไปพัฒนาเครื่องมือเชิงนโยบาย กำหนดบทบาทหน้าที่ของภาคส่วนต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะนี้ร่วมกัน
ในขณะที่ประเด็น การยกระดับคุณภาพทุนมนุษย์ของประเทศ แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญของประเทศ ซึ่งปัจจุบันเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร มีสัดส่วนวัยทำงานที่อยู่ตรงกลางของสังคมลดน้อยลง สวนทางกับภาระในการดำเนินชีวิตที่เพิ่มขึ้น โดยมตินี้ได้มุ่งให้ความสำคัญไปกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การทำงาน หรือ “First Jobber”
“รูปแบบการทำงานในอดีตจะมีแบบแผนที่ตายตัว ระบบสวัสดิการเดิมถูกออกแบบมาเพื่อรองรับระบบอุตสาหกรรมหรือเกษตรกรรมแบบเก่า แต่รูปแบบการทำงานในปัจจุบันไม่มีความคงที่และเปลี่ยนไปอย่างมาก ทว่ากลับยังไม่มีการออกแบบระบบสนับสนุนที่สอดรับกับตลาดงานยุคใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ เรื่องนี้จึงยังมีช่องว่างเชิงนโยบายอยู่มาก ที่ภาคีเครือข่ายเล็งเห็นว่าเราจำเป็นต้องสร้างระบบสนับสนุน หรือ Ecosystem เพื่อช่วยให้คนกลุ่มนี้สามารถตั้งหลักในการเริ่มต้นชีวิตการทำงาน และออกแบบชีวิตของตนเองได้” พญ.พรรณพิมล ขยายความ
--- นโยบายสาธารณะด้วยหัวใจ ---
สำหรับการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๙ ซึ่งมีการกำหนดแนวคิดหลัก (Theme) ไว้ว่า “สังคมอยู่ดีมีพลัง: นโยบายสาธารณะเชิงบวกด้วยหัวใจ” ประธาน คจ.สช. ครั้งที่ ๑๙ ได้อธิบายขยายความถึงคำว่า “ด้วยหัวใจ” ในที่นี้ ว่าเป็นความตั้งใจที่อยากให้ระเบียบวาระที่เป็นนโยบายสาธารณะเหล่านี้ ผ่านกระบวนการที่ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
“ผู้เขียนนโยบายต้องไม่มองแค่เรื่องมิติทางวิชาการ หรือตัวนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงผู้คนและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พวกเขาสัมผัสได้ว่านโยบายนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาจริงๆ” พญ.พรรณพิมล บอกเล่าแนวคิด
ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ความยึดโยงดังกล่าว เธอระบุว่า คณะทำงานและกรรมการจึงได้ปรับกระบวนการทำงานในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นเชิงปฏิบัติการ ซึ่งได้เน้นย้ำว่าการลงพื้นที่ต้องไม่ใช่เพียงแค่การเปิดเวทีรับฟังไปเรื่อยๆ เท่านั้น แต่ต้องมีการออกแบบล่วงหน้าอย่างชัดเจนว่าอยากให้ใครเข้ามาร่วม และในประเด็นใด เพื่อนำมาเกลาตัวร่างระเบียบวาระให้สอดคล้องกับการปฏิบัติจริง โดยมีข้อมูลทางวิชาการและหลักฐานอ้างอิงรองรับอย่างแน่นหนา
ขณะเดียวกัน ยังได้เพิ่มช่องทางการรับฟังความคิดเห็นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ควบคู่ไปด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนจำนวนมากขึ้น สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการขัดเกลาร่างระเบียบวาระให้มีความชัดเจน และนำไปปฏิบัติได้จริงภายหลังถูกรับรองเป็นมติสมัชชาฯ
มากไปกว่านั้นยังได้เปิดพื้นที่กลางให้ภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเยาวชน คนรุ่นใหม่ ในการออกแบบประเด็น กระบวนการรับฟัง และการพูดคุยของตนเองอย่างเป็นอิสระ เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ โดยที่ไม่ต้องยึดติดหรือเดินตามกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติเพียงอย่างเดียว โดยขณะนี้ทีมเยาวชนก็กำลังออกแบบรูปแบบการนำเสนอที่น่าสนใจและแปลกใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของกิจกรรมสมัชชาฯ ครั้งที่ ๑๙ นี้
“และจากผลตอบรับที่ดีของกิจกรรมในครั้งก่อน ในปีนี้เราจึงยกระดับกิจกรรมตลาดนัดนโยบายสาธารณะ ให้ผู้เข้าร่วมไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อช้อปปิ้งหรือดูข้อมูลเฉยๆ แต่ต้องการให้ทุกคนเข้ามาทำความเข้าใจ และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสาธารณะที่ถูกพัฒนาขึ้นมา” ประธาน คจ.สช. ครั้งที่ ๑๙ ให้ภาพ
--- สร้าง ‘นโยบายที่กินได้’ ---
แม้ระยะเวลาที่เหลือจากนี้จะดูค่อนข้างกระชั้นชิด แต่ พญ.พรรณพิมล อธิบายว่ากระบวนการพัฒนามติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติปีนี้ ได้มีเครื่องมือสำคัญนั่นคือ “แนวทางกลางสำหรับการพัฒนาเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบายสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ” ที่คณะอนุกรรมการสนับสนุนกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ได้มีการจัดทำขึ้นมาเพื่อเป็นหนึ่งในคู่มือหรือเพื่อนคู่คิดในการทำงาน
“เครื่องมือนี้ช่วยลดระยะเวลาที่คณะทำงานต้องเสียไปกับการจัดทำเอกสาร ทำให้สามารถทุ่มเทเวลาไปกับการสังเคราะห์ประเด็นและการรับฟังความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่มากขึ้น ซึ่งคณะทำงานต่างสะท้อนว่าเป็นแนวทางที่ดีมาก” ประธาน คจ.สช. ครั้งที่ ๑๙ ระบุ
ทั้งนี้ เธอได้แจกแจงถึงกรอบเวลาการดำเนินงาน (Timeline) หลังจากนี้ ที่คาดว่าในช่วงปลายเดือน ส.ค. เราน่าจะได้เห็นร่างแรก (First Draft) ของระเบียบวาระสมัชชาสุขภาพฯ จากนั้นในช่วงเดือน ก.ย. - ต.ค. จึงเป็นการดำเนินกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องและครบถ้วน เพื่อกลั่นกรองระเบียบวาระขั้นสุดท้าย ก่อนที่จะนำไปสู่การลงมติในที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๙ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นวันที่ ๒๘ - ๒๙ ต.ค. ๒๕๖๙ ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี
นอกจากนี้เธอยังระบุต่อไปถึงแผนการในอนาคต หากมีมติว่าจะขยับเวลาการจัดงานให้เร็วขึ้นอีก เช่น ขยับมาเป็นเดือน ก.ย. การวางแผนงานบางส่วนก็จะต้องเริ่มต้นขึ้นก่อน โดยที่ไม่ต้องรอให้งานในเดือน ต.ค. ปีนี้สิ้นสุดลง แล้วจึงค่อยประเมินผล ค่อยแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ตามแบบกระบวนการปกติที่จะใช้เวลาเปลี่ยนผ่านนานนับเดือน ซึ่งอาจทำให้เหลือเวลาทำงานในปีถัดไปไม่ถึง ๙ เดือน และเกิดความฉุกละหุกได้
เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติปีนี้ พญ.พรรณพิมล ได้แจกแจงออกมาในสองส่วนหลัก ในด้านหนึ่งคือการสร้างการมีส่วนร่วมที่หลากหลายและกว้างขวางขึ้น พร้อมกับต้องการดึงดูดกลุ่มคนใหม่ๆ เข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะฝั่งผู้กำหนดนโยบาย (Policy Makers) ในแต่ละระดับ เพื่อสร้างพื้นที่การทำงานร่วมกันที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ขณะที่ในอีกด้านหนึ่งคือการผลักดัน “นโยบายที่กินได้” (Tangible Policy) ซึ่งหมายความถึงนโยบายที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ง่าย รู้สึกว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของตนเอง สามารถเข้ามามีส่วนร่วมและขับเคลื่อนได้ตามบทบาทหน้าที่ของตน
“ที่ผ่านมา ระเบียบวาระบางเรื่องอาจมีความซับซ้อนและใช้ภาษาที่เข้าใจยาก ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการของนโยบายสาธารณะ เราจึงไม่ได้มุ่งเน้นที่ปริมาณของระเบียบวาระจำนวนมาก แต่ต้องการให้แต่ละเรื่องที่นำเสนอ หยั่งรากลงบนความเข้าใจที่แท้จริงของผู้คน”
“ท้ายที่สุด อยากให้งานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ๒ วันนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การจัดงานประชุมวิชาการทั่วไป แต่เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถสัมผัส แตะต้อง และเข้าถึงนโยบายสาธารณะที่กินได้จริงร่วมกัน” พญ.พรรณพิมล สรุปทิ้งท้าย


