ในฐานะเจ้าของโครงการประกวด ISAN ZERO OV HACKATHON ซึ่งปิดฉากอย่างสำเร็จไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ ชูชาติ ตรีรัถยานนท์ จากกลุ่มงานสื่อสารสังคม สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จึงเป็นอีกผู้หนึ่งที่จะสามารถวิเคราะห์และบอกเล่าได้เป็นอย่างดี ถึงกลวิธี ที่มา ไปจนถึงผลสำเร็จที่ได้รับจากกิจกรรมพัฒนานวัตกรรมการสื่อสารครั้งนี้
บทเรียน ๑ ทศวรรษ จุดท้าทายคือ ‘การสื่อสาร’
ชูชาติ เกริ่นนำถึงประเด็นปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ว่าเป็นเรื่องที่ สช. และภาคีเครือข่ายให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง เพราะถือเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่สำคัญของคนไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออีสาน ที่มีอัตราการป่วยและเสียชีวิตสูง โดย สช. ได้มีการขับเคลื่อนมาเป็นเวลามากกว่า ๑๐ ปี นับจากที่เกิดมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๗ พ.ศ. ๒๕๕๗ และได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในปี ๒๕๕๘
ทั้งนี้ ตลอดเวลากว่า ๑ ทศวรรษของการดำเนินงาน ได้เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ วิชาการ ท้องถิ่น ภาคประชาชน และสื่อสารมวลชน เข้ามาร่วมกันทำงานหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นในเชิงของการรักษา การป้องกัน การสื่อสารสร้างความรู้ คัดกรองกลุ่มเสี่ยง ไปจนถึงการปรับพฤติกรรมของประชาชน โดยหนึ่งในความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม คือการที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้จัดทำยุทธศาสตร์ทศวรรษกำจัดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี (พ.ศ. ๒๕๕๙-๒๕๖๘) รวมถึงการร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) ในการกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ๒๐ จังหวัดพื้นที่ภาคอีสาน ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม แม้ที่ผ่านมาจะมีองค์ความรู้ทางการแพทย์เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ก็พบว่าความท้าทายสำคัญประการหนึ่งคือการทำให้ข้อมูลเหล่านี้เข้าถึงประชาชน ทั้งให้เข้าใจง่าย และเกิดแรงจูงใจในการปรับพฤติกรรมจริง จึงนำมาสู่แนวคิดของการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษา มาร่วมกันคิดค้น ‘นวัตกรรมการสื่อสาร’ ในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อเป็นกลไกในการยกระดับการรับรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของประชาชน
นั่นจึงกลายเป็นที่มาของ “การประกวดโครงงานนวัตกรรมการสื่อสารในพื้นที่ เรื่องการกำจัดปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ ๗ และ ๘” หรือ “ISAN ZERO OV HACKATHON” ซึ่งทาง สช. ได้การสนับสนุนจาก สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น และแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้ เปิดพื้นที่ให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ในพื้นที่เสี่ยงได้ร่วมกันพัฒนาสื่อที่สอดคล้องกับบริบทของภูมิภาค เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ (Learning by Doing)
“การเลือกกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียน นักศึกษา มีเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากเยาวชนเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการเป็นผู้สื่อสาร ที่สามารถผลิตสื่อที่สอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรมท้องถิ่น และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ผ่านช่องทางดิจิทัลและเครือข่ายสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ชูชาติ อธิบาย
เขาย้ำด้วยว่าเป้าหมายของโครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขัน หากแต่เป็นพื้นที่รวมพลังความคิดสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาสื่อ แคมเปญ เครื่องมือ หรือแพลตฟอร์ม ที่สามารถสื่อสารเรื่องนี้ให้เข้าถึงคนได้จริงในยุคดิจิทัล โดยทางโครงการยังจะมีการคัดเลือก ‘ต้นแบบนวัตกรรมสื่อ’ ที่สามารถขยายผลได้จริงไปดำเนินการต่อ เป็นกระบวนการสร้างระบบนิเวศการสื่อสารสุขภาพ (Health Communication Ecosystem) ที่สนับสนุนเป้าหมายการกำจัดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในระยะยาว
สร้าง ‘นวัตกรรม’ ด้วยมันสมอง ‘คนรุ่นใหม่’
สำหรับแนวคิดหลักของการออกแบบกิจกรรม คือ “ใช้พลังของคนรุ่นใหม่ ผสานกับองค์ความรู้ด้านสุขภาพ” ชูชาติ อธิบายว่าผู้เข้าร่วมจึงไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่จะได้เรียนรู้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ นักสื่อสาร นักออกแบบ และภาคีในพื้นที่ เพื่อให้ผลงานที่ออกมาไม่ใช่แค่ ‘สวย’ หรือ ‘สร้างสรรค์’ แต่ต้อง ‘ใช้ได้จริง’ และตอบโจทย์การสื่อสารสุขภาพในพื้นที่
ทั้งนี้ ได้การวางแผนจัดประกวดนวัตกรรมไว้ ๔ ประเภท ได้แก่ ๑. ประเภทสื่อ ศิลปะตกแต่งและบอร์ดเกม (Decorative Arts and Board Game) ๒. ประเภทสื่อ ละครและศิลปะการแสดง (Isan Drama Performance) ๓. ประเภทสื่อ วิดีโอคลิป (Video Clip) และ ๔. กิจกรรมรณรงค์และนวัตกรรมสื่อรณรงค์สร้างสรรค์ ในรูปแบบ Immersive Interactive Media Campaign
ชูชาติ อธิบายต่อถึงกระบวนการทำงาน ซึ่งเริ่มจากให้เยาวชนกลุ่มเป้าหมายที่สนใจ ส่งผลงานคลิปแนะนำโครงการและนวัตกรรมที่จะประกวด โดยกรรมการจะคัดเลือกทีมที่ผ่านเข้ารอบจำนวน ๒๐ ทีม เข้ามาร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อป ก่อนมาคัดเลือกรอบ ๑๐ ทีมสุดท้ายภายในงานมหกรรมวันมะเร็งท่อน้ำดีโลก (World OV CCA Day) และการประกวด ISAN ZERO OV HACKATHON ในวันที่ ๒๗-๒๘ ก.พ. ๒๕๖๙ ที่โรงแรมรอยัลนาคาราฯ จ.หนองคาย
เขาระบุอีกว่า ทีมที่เข้ารอบแต่ละประเภท จะมีทีมพี่เลี้ยงหรือ mentor คอยให้คำปรึกษาและพัฒนาแนวคิดอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นต้นแบบนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดได้ในอนาคต โดยเยาวชนที่ผ่านการเข้ารอบ ๑๐ ทีมสุดท้ายก็จะนำสิ่งที่ได้จากการอบรมไปพัฒนาเป็นผลงานต่างๆ ก่อนนำมาจัดแสดงและนำเสนอต่อหน้าคณะกรรมการ ภายในมหกรรมงาน “อีสานพลัส : บูรณาการชุมชนปั้นเศรษฐกิจใหม่ คนอีสานอยู่ดีกินดีสุขภาพดี” วันที่ ๔-๕ เม.ย. ๒๕๖๙ ที่วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น เพื่อคัดเลือกหาผู้ชนะในแต่ละประเภท ซึ่งมีรางวัลและเงินสนับสนุนรวมกว่า ๒๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนผู้ชนะเลิศ The BEST of The BEST จะได้รับถ้วยรางวัลจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี อีกด้วย
ผลงานหลากหลาย ขยายผลได้ในอนาคต
ชูชาติ สะท้อนว่าผลตอบรับของการจัดกิจกรรมดังกล่าวถือว่า ‘น่าพอใจมาก’ นั่นเพราะเขาได้เห็นทั้งพลังความคิดสร้างสรรค์ และความตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ต่อปัญหาสุขภาพในชุมชน โดยทีมที่สมัครเข้าร่วมจากหลายระดับการศึกษา เช่น มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา หรือมหาวิทยาลัย หลากหลายสถาบันในเขตสุขภาพที่ ๗ และ ๘ ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ อุดรธานี สกลนคร นครพนม เลย หนองคาย หนองบัวลำภู และบึงกาฬ
เขาระบุว่ากลุ่มเป้าหมาย Gen Z เป็นกลุ่มเยาวชนที่มีความสนใจ ไม่ใช่เฉพาะแค่ด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องของเทคโนโลยี ดิจิทัลมีเดีย การออกแบบ การแสดง กิจกรรม และนวัตกรรมต่างๆ ทำให้เกิดมุมมองใหม่ๆ ในการสื่อสารประเด็นสุขภาพ ตามโจทย์หรือประเภทการแข่งขัน

“สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายทีมสามารถนำเรื่องที่ดูยากหรือไกลตัว มาทำให้เข้าใจง่าย สนุก เข้าถึงได้ และสอดคล้องกับพฤติกรรมของคนยุคใหม่ ทั้งผ่านสื่อออนไลน์ เกม แอปพลิเคชัน แคมเปญ หรือคอนเทนต์สร้างสรรค์ ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่เราต้องการสร้าง ‘การสื่อสารสุขภาพรูปแบบใหม่’ ที่เข้าถึงประชาชนได้จริง ตรงตามเป้าหมายหลักที่คาดหวังไว้” เขาอธิบายถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
ขณะที่ภาพรวมของผลงานนั้น ชูชาติ มองว่ามีความหลากหลายอย่างมาก ทั้งในเชิงเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และวิธีการเล่าเรื่อง ซึ่งบางชิ้นมาพร้อมแนวคิดด้านดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชัน ระบบคัดกรอง หรือ AI Chatbot ขณะที่บางชิ้นก็มุ่งเน้นการสื่อสารเชิงวัฒนธรรม การเล่าเรื่องผ่านสื่อออนไลน์ คลิปวิดีโอ เกม หรือกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชน
พร้อมกันนั้น อีกจุดที่โดดเด่นคือหลายผลงานมีความเข้าใจ ‘บริบทของคนอีสาน’ และพยายามสื่อสารด้วยภาษาหรือรูปแบบที่คนในพื้นที่รู้สึกใกล้ตัว ไม่ใช่การสื่อสารแบบทางการเพียงอย่างเดียว และสิ่งที่น่าชื่นชมอีกอย่างหนึ่งนั่นคือ ผู้เข้าร่วมไม่ได้มองโครงการนี้เพียงการแข่งขันเท่านั้น แต่หลายทีมยังมองต่อไปถึงการใช้งานจริงและการขยายผลในอนาคตอีกด้วย


