ISAN Zero OV พลิกวิธีคิด พิชิตเมนูเสี่ยง ปฏิวัติการกิน ด้วยนวัตกรรมการสื่อสาร


VIEW: 51   SHARE: 0     02-07-2026

image

วัฒนธรรมการกินที่สะท้อนความหลากหลายอันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ในมุมกลับกำลังทำร้ายสุขภาพคนไทยอยู่ไม่น้อย

 เช่นวัฒนธรรมการกินอาหารสุกๆ ดิบๆ อันเป็นสาเหตุสำคัญของโรคพยาธิใบไม้ตับ และมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่คร่าชีวิตคนไทย และยังก่อให้เกิดภาระงบประมาณของประเทศจากค่ารักษาพยาบาลมูลค่ามหาศาล

ทุกวันนี้โรคมะเร็งคือสาเหตุการตายอันดับ ๑ ของคนไทย ข้อมูลจาก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เมื่อปี ๒๕๖๘ ชี้ว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ปีละ ๑.๔ แสนราย เฉลี่ยเกือบวันละ ๔๐๐ ราย และเสียชีวิตราว ๘.๓ หมื่นราย 

ในจำนวนนี้พบว่า “มะเร็งตับและท่อน้ำดี” ขึ้นแท่นเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุด (อัตราการเกิดสูงสุด) ประมาณ ๓๓.๒% และจากสถิติสาธารณสุข ที่จัดทำโดยกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงสาธารณสุข เมื่อ ๒๕๖๗ พบว่า ในจำนวนผู้เสียชีวิตประมาณ ๘.๓ หมื่นรายนั้น เสียชีวิตจากมะเร็งตับและท่อน้ำดีสูงถึง ๑๔,๙๘๘ ราย เฉลี่ยแล้วในทุกๆ ๒๔ ชั่วโมง มีคนเสียชีวิตจากโรคนี้ถึง ๔๑ คน

หากลงลึกในระดับพื้นที่จะพบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ‘อีสาน’ เป็นพื้นที่ที่มีอัตราการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับสูงกว่าพื้นที่อื่น พบผู้เสียชีวิตราวปีละ ๖,๕๐๐ คน และจากการตรวจด้วยวิธีการตรวจหาแอนติเจนในปัสสาวะหรือแอนติบอดีในเลือด (ELISA) โดยสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เมื่อปี ๒๕๖๕ ที่เก็บตัวอย่างจากประชาชน ๗๕,๖๒๐ ราย ใน ๒๐ จังหวัดภาคอีสาน พบว่ามีอัตราเฉลี่ยของการติดเชื้ออยู่ที่ ๒๙.๙% ซึ่งถือว่ามากทีเดียว

ข้อมูลจาก สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ยังบ่งชี้ว่า นอกเหนือไปจากค่าใช้จ่ายด้านการดูแลรักษาที่สูงถึง ๑๓,๕๐๐ ล้านบาทต่อปีแล้ว ประเทศไทยยังต้องจ่าย ‘ค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ’ อีกไม่น้อย เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มากกว่า ๕๕% เป็นประชากรวัยทำงานอายุ ๔๐-๖๐ ปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อครอบครัว ระบบเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวม

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า แม้ที่ผ่านมาจะมีการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจังมากแล้ว แต่ด้วยตัวเลขที่ปรากฏ ยังจำเป็นต้องอาศัยการสานพลังเพื่อยกระดับการทำงานให้ต่อเนื่อง และเข้มข้นเพิ่มขึ้นอีก


ทศวรรษของการขับเคลื่อน 

ช่วงกลางปีที่แล้ว คือในวันที่ ๘ ก.ย. ๒๕๖๘ ที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คมส.) ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ ได้ร่วมกันรับทราบความก้าวหน้าการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ มติ ๗.๓ การกำจัดปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในประชาชน

มตินี้ ได้รับฉันทมติในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๗ ประจำปี ๒๕๕๗ หรือเมื่อกว่า ๑๐ ปีที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันยังมีการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง บนความมุ่งหวังหรือเป้าหมายสูงสุด คือ ลดอัตราความชุกของโรคพยาธิใบไม้ตับให้เหลือไม่เกิน ๕% ในปี ๒๕๖๘ และลดการเสียชีวิตด้วยมะเร็งท่อน้ำดีลงให้เหลือ ๒ ใน ๓ ในปี ๒๕๗๘

สิ่งที่ที่ประชุม คมส. รับทราบ คือผลพวงจากการทำงานของหลากหลายองคาพยพ เพื่อให้บรรลุ ‘เป้าหมายประเทศ’

เริ่มตั้งแต่การทำงานของ คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ที่ได้นำเรื่องพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีบรรจุไว้ในแผนเป้าหมายสำคัญที่ชื่อว่า “ประเทศไทย ปลอดโรคพยาธิใบไม้ตับ ไม่ตายจากมะเร็งท่อน้ำดี” อันเป็นแผนใหญ่ที่จะนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาใช้ขับเคลื่อนการดำเนินงานในพื้นที่จริง

จากนั้นมีการสนับสนุนงบประมาณให้กับ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบการตรวจคัดกรอง การวินิจฉัย ระบบส่งต่อ การดูแลรักษา พัฒนาระบบป้องกันและเฝ้าระวัง พัฒนาระบบฐานข้อมูล และ Monitoring and Evaluation (M&E) และ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อสนับสนุนการสร้างการรับรู้และตระหนักรู้ การผลิตอาหารปลอดพยาธิใบไม้ตับ และการจัดระบบสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม และศูนย์ความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและขยายผลการใช้ชุดตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับ (OV-RDT) ผ่านกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)

สวรส. ในฐานะหน่วยงานบริหารและจัดการทุนวิจัย จึงสนับสนุนงบประมาณให้มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ทำการประเมินผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ทศวรรษกำจัดปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ปี ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ เพื่อเป็นข้อมูลให้กับกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข นำไปใช้ในการพิจารณาจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ 

ขณะที่ วช. ได้สนับสนุนงบประมาณให้สถาบันมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น พัฒนาชุดตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับสำเร็จรูปชนิดเร็ว เพื่อส่งมอบต่อไปให้ สธ. นำไปใช้ในการตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับในชุมชน ตามแผนยุทธศาสตร์ทศวรรษกำจัดปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ปี ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘

ก่อนที่ต่อมาจะได้รับการผลักดันจนเมื่อวันที่ ๒๓ ม.ค. ๒๕๖๗ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) มีมติเห็นชอบให้ชุดตรวจดังกล่าวเป็นสิทธิประโยชน์การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการตรวจคัดกรองโรคพยาธิใบไม้ตับและโรคมะเร็งท่อน้ำดีให้กับคนไทยทุกคนทุกสิทธิ

ในส่วนขององค์กรสานพลังอย่างสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้สนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการสนับสนุนและติดตามการดำเนินงานเพื่อหยุดปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ที่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะบอร์ดสุขภาพของประเทศแต่งตั้งขึ้น เพื่อเปิด ‘พื้นที่กลาง’ ในการปรึกษาหารือและแสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

มากไปกว่านั้น เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนที่เข้มข้นมากขึ้น ที่ประชุมฯ คมส. ในวันนั้น จึงเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) บรรจุหลักสูตรภูมิคุ้มกันโรคและสอนในสถานศึกษาพื้นที่เสี่ยงสูง และกระทรวงมหาดไทย (มท.) สนับสนุนให้ท้องถิ่นมีบ่อบำบัด รวมถึงสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สร้างแรงจูงใจหน่วยบริการร่วมดำเนินการ ตลอดจนให้ สธ. สนับสนุนการจัดหายา วางระบบ Service plan กำหนดมาตรฐานและเฝ้าระวังอาหารด้วย


จากมติสมัชชาฯ ๗.๓ สู่ ‘ทีมไทยแลนด์’ 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ ๒๖ ธ.ค. ๒๕๕๗ ที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๗ ปี ๒๕๕๗ ได้มีฉันทมติเห็นชอบระเบียบวาระ ๗.๓. การกำจัดปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในประชาชน เป็นมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ก่อนที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ ๗ พ.ค. ๒๕๕๘ จะมีมติรับทราบและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการตามข้อมติสมัชชาสุขภาพฯ ดังกล่าว ตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

มติ ๗.๓ ที่เกิดขึ้น ได้ยกระดับเรื่องพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ขึ้นเป็นวาระสำคัญของชาติที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไข และนำไปสู่การเกิดขึ้นของ “แผนยุทธศาสตร์ทศวรรษกำจัดปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ปี ๒๕๕๙–๒๕๖๘”

 แผนดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งการป้องกันผ่านการให้ความรู้ในโรงเรียนและชุมชน พร้อมปรับค่านิยมกินสุกๆ ดิบๆ การควบคุมโดยใช้กองทุนสุขภาพระดับท้องถิ่น (กปท.) ในการจัดการปัญหาในพื้นที่เสี่ยง และสุดท้ายการรักษา ที่วางแนวทางพัฒนาระบบคัดกรองและการวิจัยเพื่อการรักษาที่แม่นยำมากขึ้น

 นอกจากการเดินหน้าตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝ่ายแล้ว เพื่อให้การขับเคลื่อนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในปี ๒๕๖๘ กสว. ได้มีมติเห็นชอบแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ปีงบประมาณ ๒๕๖๘ - ๒๕๖๙ เรื่อง “ประเทศไทยปลอดโรคพยาธิใบไม้ตับ ไม่ตายจากมะเร็งท่อน้ำดี” โดยผลักดันให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคีเครือข่าย ก่อกำเนิดเป็น “ทีมไทยแลนด์”

ประกอบด้วย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์มะเร็งท่อน้ำดี โรงพยาบาลศรีนครินทร์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สธ. ศธ. มท. สปสช. สช. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายอีกจำนวนมาก

ทีมไทยแลนด์ได้วางแผนร่วมกันในการผลักดันให้เกิดความปลอดภัย ตั้งแต่เรื่องสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการบริโภคที่ถูกต้อง การคัดกรองเพื่อให้คนที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดีถูกค้นพบได้เร็วขึ้น การเพิ่มขีดความสามารถในการผ่าตัดให้ได้มากขึ้น การพัฒนาระบบฐานข้อมูลติดตามและเฝ้าระวังผู้ป่วยโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี รวมถึงการขยายการผลิตชุดตรวจคัดกรองให้สามารถเข้าถึงและครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

ภายใต้การบรรลุ ๓ เป้าหมายสำคัญ ในระยะเวลา ๒ ปี ได้แก่ ๑. ลดอัตราการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับในพื้นที่เขตสุขภาพที่ ๗, ๘, ๙, ๑๐ ให้น้อยกว่า ๑๐% ๒. ผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีได้รับการวินิจฉัยในระยะแรกมากกว่า ๕๐% และ ๓. เพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีมากกว่า ๓๐%


สช. รุกนวัตกรรมการสื่อสารคนรุ่นใหม่

 แน่นอนว่าความท้าทายในการจัดการปัญหาพยาธิใบไม้ตับมีหลายประเด็นที่ต้องทำ แต่ส่วนสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และมีความยากมาก ไม่ใช่แค่เรื่องการพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือในการดูแลรักษา หรือสร้างระบบที่พร้อมรองรับ แต่คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนที่เกิดขึ้นจากวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งสืบทอดและดำรงอยู่มาช้านาน

 โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนรุ่นใหม่หรือ Gen Z ที่มีชุดประสบการณ์ต่อพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีน้อยมาก ผลการศึกษาส่วนหนึ่งพบว่า Gen Z แทบไม่เคยรับรู้ถึงการรณรงค์และโทษภัยในเรื่องนี้เลย มากไปกว่านั้นคือสื่อสังคมออนไลน์แห่งยุคสมัย ที่เต็มไปด้วยคอนเทนต์การกินดิบ-การกินแซ่บ ซึ่งไปไกลกว่าเมนูวัฒนธรรม แต่ไปถึงการกินดิบในสิ่งแปลกๆ ที่ไม่ควรกิน และไม่เคยมีการกินมาก่อน

นั่นจึงเป็นเหตุให้ สช. สสส. สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น และภาคีเครือข่าย เลือกใช้วิธีการสร้างความตระหนัก และสร้างค่านิยมในการกินใหม่ให้ปลอดภัยผ่านการสื่อสารสร้างสรรค์ โดยจัดกิจกรรมประกวดนวัตกรรมการสื่อสารรณรงค์ “คนอีสานรุ่นใหม่ ปลอดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี (ISAN Zero OV Media Hackathon)” เมื่อวันที่ ๔ เม.ย. ๒๕๖๙ ที่ผ่านมา

ภายใต้ความหวัง ‘สร้างระบบนิเวศการสื่อสารสุขภาพ’ ผ่านการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ นักเรียน และนักศึกษา มาร่วมคิดค้น ‘นวัตกรรมการสื่อสาร’ ในรูปแบบใหม่ ที่แปรเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ทางการแพทย์จำนวนมากให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึง เข้าใจง่าย และเกิดแรงจูงใจในการปรับพฤติกรรมจริง

โครงการนี้โฟกัสไปที่กลุ่มนักเรียน นักศึกษา และเยาวชน Gen Z กันเอง หรือคนที่อายุตั้งแต่ ๑๗ – ๒๙ ปี เพราะการจะลดอัตราการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ และการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งท่อน้ำดีได้ ต้องเริ่มตั้งแต่วัยที่เริ่มมีพฤติกรรมเสี่ยง

หากปล่อยไปแบบเดิม กว่าจะรู้ตัวอาจสายไปเสียแล้ว เนื่องจากมะเร็งท่อน้ำดีไม่มีการแสดงอาการเฉพาะเจาะจงในระยะเริ่มต้น โดยมีถึง ๔๐ – ๕๐% ของผู้ป่วยที่ถูกตรวจพบและวินิจฉัยเมื่อโรคเข้าสู่ระยะที่ ๔

ที่สำคัญจากการศึกษาของสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบสถิติที่น่ากังวล คือ เด็กที่อายุ ๑๕ ปีขึ้นไปในโรงเรียนเขตเมือง มีอัตราการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับสูงเกือบ ๒๐% ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับกลุ่มประชากรที่เคยถูกมองว่ามีความเสี่ยงต่ำ

โครงการ ISAN Zero OV Media Hackathon ถูกตั้งเป้าเป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยสกัดปัญหานี้ตั้งแต่ต้นตอ โดยการประกวดได้กำหนดสื่อไว้ ๔ หมวดด้วยกัน ได้แก่ ๑. หมวดละครสื่อสารการแสดง ๒. หมวดบอร์ดเกมศิลปะตกแต่ง ๓. หมวดวิดีโอคลิป และ ๔. หมวดกิจกรรมรณรงค์สื่อสร้างสรรค์ Immersive Interactive Media ซึ่งคณะกรรมการได้คัดเลือกเหลือ ๑๐ ทีมสุดท้าย จากผู้เข้าร่วมทั้งหมด ๒๐ ทีม เพื่อรับทุนไปต่อยอดและผลิตผลงานจริงในระยะเวลา ๑ เดือน

หลังจากนั้น ได้นำผลงานของเยาวชนทั้ง ๑๐ ทีม ไปจัดกิจกรรมในชุมชนและสถานศึกษาในสถาบันต่างๆ ทั่วภาคอีสาน โดยเน้นใน ๕ จังหวัดนำร่อง ได้แก่ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และหนองคาย

โครงการนี้เสมือนหนึ่งเป็นจุดตั้งต้นไอเดีย เพราะผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจากโครงการจำนวนไม่น้อยยังจะถูกนำไปต่อยอดเพื่อใช้สื่อสารสาธารณะ เช่น การสนับสนุนงบประมาณเพื่อทำโปรดักชั่นเต็มรูปแบบ

 รายละเอียดและมุมมองจากโครงการยังมีอีกมาก เชิญท่านผู้อ่านพลิกนิตยสารสานพลังหน้าถัดไป

NHCO Q&A