ประเทศไทยอาจกำลังใช้ต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีศักยภาพมากได้ไม่เต็มที่ เมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศที่ภาครัฐเข้ามาส่งเสริมในเรื่องนี้อย่างเอาจริงเอาจัง ประชาชนในหลายประเทศไม่เพียงเข้าถึงการผลิตพลังงานโซลาร์เพื่อใช้ในครัวเรือน แต่ยังสามารถจำหน่ายไฟฟ้าที่เหลือใช้ให้กับภาครัฐได้ด้วย ก่อกำเนิดเป็นรายได้
มากไปกว่านั้น ในหลายพื้นที่ในต่างประเทศ ครัวเรือนสามารถรวมตัวกันเพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับชุมชนเอง แม้ว่าจะไม่ทั้งหมด แต่ก็ถือเป็นความมั่นคงในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์สู้รบในปัจจุบัน
สำหรับประเทศไทย ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) อธิบายว่า แม้ทุกวันนี้ประชาชนจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเองผ่านการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป อีกทั้งหากได้รับใบอนุญาตจากภาครัฐก็สามารถนำไฟฟ้าที่เหลือใช้จากการบริโภคในครัวเรือนมาจำหน่ายให้แก่การไฟฟ้าได้ตามจำนวนโควตาซึ่งกำหนดไว้ที่ ๙๐ เมกะวัตต์
แต่ทว่ายังมีข้อจำกัดคือ ขณะนี้ประชาชนยังไม่สามารถจำหน่ายไฟฟ้าที่เหลือใช้จากการบริโภคในครัวเรือน ให้แก่ประชาชนหรือชุมชนด้วยกันเอง ข้อจำกัดเหล่านี้อาจเป็นเพราะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือการไฟฟ้านครหลวง ยังไม่มีระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่จะสามารถรองรับกลไกดังกล่าวได้
ยังไม่นับรวมว่ารายรับของการไฟฟ้าที่ได้จากการขายไฟก็อาจจะน้อยลงตามไปด้วย จนอาจส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำแก่ประชาชนที่ไม่ได้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และจ่ายค่าไฟตามระบบปกติต้องรับภาระที่สูงขึ้น ดังนั้น หากภาครัฐมีแนวนโยบายที่จะออกมาตรการต่างๆ เหล่านี้ ก็จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมในหลายๆ มิติ ที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำ หรือภาระค่าใช้จ่ายที่ประชาชนผู้ไม่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปต้องแบกรับ ซึ่งแนวทางและมาตรการเหล่านี้เคยได้มีการศึกษาวิจัยไว้ทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงการขับเคลื่อนจากผู้บริหารนโยบาย
ดร.อารีพร มองว่า หากผู้ขับเคลื่อนนโยบายสามารถผลักดันให้เกิดความเข้มแข็งของระบบพลังงานชุมชน โดยผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปทั้งในระดับครัวเรือนและชุมชน สามารถผลิตหรือจำหน่ายไฟฟ้ากันเอง ก็จะส่งผลให้เกิดความมั่งคงทางพลังงานที่ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้
“สมมติว่าวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ปัญหาไฟตก หรือไฟดับ จากระบบโครงข่ายใหญ่ของการไฟฟ้า ประชาชนทั้งในระดับครัวเรือน เกษตรกร ผู้ประกอบการ ฯลฯ ที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าต่อเนื่อง ก็ยังสามารถมีไฟฟ้าใช้ต่อไปได้จากระบบที่สามารถผลิต และแบ่งปันไฟฟ้าใช้กันเองได้ในชุมชน ดังนั้น นอกจากจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในระดับครัวเรือนแล้ว ความมั่นคงของพลังงานไฟฟ้าจะมีส่วนสำคัญในการช่วยทำให้เศรษฐกิจชุมชนเกิดความเข้มแข็งจากการมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ รวมถึงต้นทุนราคาไฟฟ้าที่จะถูกลงในอนาคต” นักวิชาการนโยบายพลังงาน TDRI กล่าว
ขณะที่ผลประโยชน์ในภาพใหญ่ระดับประเทศ ดร.อารีพร กล่าวว่า การมีระบบพลังงานชุมชนที่เข้มแข็งจะส่งผลให้ไทยสามารถลดการนำเข้าพลังงานฟอสซิล อาทิ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าจากต่างประเทศ ซึ่งราคาค่อนข้างมีความผันผวนตามราคาตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม การที่ไทยจะสามารถสร้างระบบพลังงานชุมชนอย่างเข้มแข็งได้ ฝ่ายบริหารนโยบายจะต้องเริ่มต้นสนับสนุนการวางโครงสร้างพื้นฐานไว้รองรับในหลายๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริด การสร้างระบบการจัดเก็บพลังงานชุมชนเพื่อทำให้การจ่ายไฟฟ้าทำได้อย่างเต็มศักยภาพ สนับสนุนการลงทุนด้านแบตเตอรี่ รวมไปถึงการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน และองค์ความรู้ในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ฯลฯ
ดร.อารีพร ฉายภาพต่อไปด้วยว่า ขณะนี้มีหลายประเทศในแถบยุโรปซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ได้สร้างระบบความเข้มแข็งพลังงานชุมชนโดยการทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเอง ด้วยการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนในการตัดสินใจ รับผิดชอบ หรือร่วมเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าชุมชน เพื่อร่วมกันกำหนดการซื้อขายไฟฟ้าในราคาที่เป็นธรรม และช่วยกันดูแลเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชน รวมไปถึงมิติอื่นๆ ที่จะต้องช่วยกันมองภาพรวม ไม่เพียงแค่การให้ความสำคัญไปที่เรื่องการซื้อขายไฟฟ้าในเชิงธุรกิจเท่านั้น
ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาอย่างเวียดนาม ก็มีการกระจายอำนาจ (Decentralization) โดยเปิดเสรีด้านพลังงานเพื่อสนับสนุนระบบอุตสาหกรรมภายในประเทศเช่นกัน
เมื่อมองกลับมาที่ไทยในเวลานี้ แม้จะมีผลการศึกษา และงานวิจัยรองรับไว้จำนวนไม่น้อย รวมไปถึงการกำหนดให้ประเด็นระบบพลังงานชุมชน หรือการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ จะเป็นหนึ่งในมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๘ แต่อาจจะยังมองไม่เห็นความชัดเจนมากนัก ว่าฝ่ายบริหารนโยบายจะกำหนดทิศทางนโยบายพลังงานชุมชนอย่างไร
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะภาครัฐอาจกังวลถึงความรอบด้าน ที่นโยบายดังกล่าวจะสร้างผลกระทบให้กลุ่มคนอื่นๆ ในสังคม
ดังนั้น ภาคประชาสังคมควรจะต้องมีการรวมกลุ่มกัน ที่ไม่ได้มีเพียงแค่กลุ่มของภาคประชาสังคมหรือ NGO เท่านั้น แต่จะต้องมีการเชิญภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคส่วนอื่นๆ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาร่วมด้วย เพื่อจะได้เห็นภาพข้อมูลทั้งหมดอย่างครอบคลุม อันจะส่งผลให้ภาครัฐสามารถมองเห็นภาพรวมเชิงนโยบายอย่างรอบด้าน ที่แน่นอนว่าจะไม่ได้มีเพียงแค่ผลบวกจากการดำเนินนโยบายเท่านั้น แต่ยังมีมิติของผู้ที่ได้รับผลกระทบที่ควรจะได้รับการช่วยเหลือ หรือป้องกันด้วย
ดร.อารีพร กล่าวต่อไปด้วยว่า ประเทศไทยมีต้นทุนเรื่องพลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะสามารถยกระดับการพัฒนาระบบพลังงานสะอาด พลังงานชุมชน ไปได้อีกมาก
“ไทยมีพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ อยู่ค่อนข้างมาก แต่เรายังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ ทำให้ไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศอยู่จำนวนไม่น้อย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ภาครัฐควรจะเดินหน้าต่อก็คือการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานด้วยการวางระบบที่ชัดเจน และสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถใช้สิ่งที่มีอยู่ในมือให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้” นักวิชาการนโยบายพลังงาน TDRI กล่าว



