“ไม่ใช่แค่ถึงเวลา แต่ควรทำมาตั้งนานแล้ว”
ดร.พิมพ์สุภา เกาะช้าง นักวิจัยชำนาญการ สถาบันวิจัยพลังงานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทีมเลขานุการคณะทำงานพัฒนาประเด็นการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ กล่าวเช่นนั้น เมื่อถามว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่สังคมไทยควรจะเปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้างระบบ “พลังงานชุมชน” เพื่อลดการพึ่งพิงการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ท่ามกลางยุคสมัยที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังเดือดดาลจนส่งผลให้เกิดความสั่นไหว และความเปราะบางด้านพลังงานให้กับสังคมไทย
ที่จริงแล้ว เรื่องภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีความแปรปรวน และส่งผลต่อความมั่นคงทางพลังงานไทย มีการพูดถึงมาเป็นระยะ และเมื่อปี ๒๕๖๘ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้จับมือภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ตอบโจทย์ความท้าทายนี้ด้วยการร่วมกันพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหา จนกลายมาเป็นมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ๑๘.๓ เรื่องการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
กรอบทิศทางนโยบาย (Policy Statement) มตินี้ มุ่งหวังที่จะใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นธรรม โดยมีกระบวนทัศน์ที่มุ่งส่งเสริมและสร้างพลังของปัจเจกบุคคล ประชาชน กลุ่มบุคคล และชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในสภาวะเปราะบางทางสังคม เศรษฐกิจ ผู้พิการ ผู้เช่าที่อยู่อาศัย และชุมชนห่างไกล ให้เข้าถึงและเป็นเจ้าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดตลอดวงจรชีวิตของเทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต ลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานอย่างยั่งยืน
ดร.พิมพ์สุภา ฉายภาพว่า การส่งเสริมให้ประชาชน กลุ่มบุคคล และชุมชน สามารถติดตั้งการใช้ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ ในการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ช่วยลดความผันผวนของราคาไฟฟ้าจากการลดการนำเข้า LNG จากต่างประเทศ ทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ในมิติใหม่ๆ ให้กับประชาชนผ่านระบบเศรษฐกิจสีเขียว
เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน ดร.พิมพ์สุภา มีรายละเอียดข้อเสนอเชิงนโยบายจากมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ มติที่ ๑๘.๓ ไปยังรัฐบาลใหม่สำหรับการเริ่มต้นหมุดหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมใน ๒ ระยะ คือ ระยะสั้น-ระยะกลาง และ ระยะยาว
ในระยะสั้น-ระยะกลาง ดร.พิมพ์สุภา เสนอว่า รัฐควรเริ่มต้นปรับแก้กฎหมาย และระเบียบต่างๆ เพื่อลดขั้นตอนที่ยังเป็นอุปสรรคคอขวด ทำให้การเริ่มต้นติดตั้งโซลาร์เซลล์ของประชาชนอีกจำนวนไม่น้อย ค่อนข้างมีความยุ่งยากและดำเนินการได้ล่าช้า ซึ่งควรจะมีรูปแบบการให้บริการแบบ One Stop Service ที่ให้บริการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ครบวงจร ตั้งแต่การสำรวจ ออกแบบ ขออนุญาต ติดตั้ง และดูแลบำรุงรักษา ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการพูดคุยกันมาอย่างยาวนานกว่า ๑๐ ปี จึงควรเร่งดำเนินการเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม
ประการต่อมาคือ การออกแบบกลไกทางการเงินให้กลุ่มเปราะบางที่มีรายได้น้อย สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ ดร.พิมพ์สุภา ขยายความว่า เพราะประชาชนที่มีรายได้ หรือมีเครดิตและไม่ได้อยู่ในกลุ่มเปราะบาง ทุกวันนี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ผ่านสถาบันทางการเงิน หรือธนาคารต่างๆ ที่ให้สินเชื่อประเภทการปรับปรุงบ้านที่สามารถนำเงินส่วนนี้ไปติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้
ทว่า โอกาสเหล่านี้กลับยังคงเป็นข้อจำกัดสำหรับกลุ่มเปราะบางที่มีรายได้น้อย หรือมีเครดิตไม่เพียงพอที่จะได้รับอนุมัติสินเชื่อ รัฐบาลจึงควรเปิดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนให้กับกลุ่มเปราะบาง เช่นเดียวกับหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศออสเตรเลีย ที่ให้กลุ่มเปราะบางเข้าถึงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ไม่เพียงแค่การใช้รูปแบบพลังงานแสงอาทิตย์เท่านั้น แต่สามารถเข้าถึงโซลาร์เซลล์ประเภทที่ใช้แบตเตอรี่ได้อีกด้วย
ขณะที่ในระยะยาว รัฐบาลควรปรับโครงสร้างค่าไฟในปัจจุบันที่ยังไม่รองรับยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้อย่างแท้จริง ดร.พิมพ์สุภา บอกว่า หากในอนาคตประชาชน หรือภาคเอกชน สามารถเข้าถึงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ จะส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟที่ต้องจ่ายภาครัฐนั้นมีราคาถูกลง
“แต่หากโครงสร้างราคาค่าไฟยังเป็นแบบเดิม จะส่งผลให้ผู้ที่ยังอยู่ในระบบ หรือไม่ได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งรับการจ่ายไฟจากภาครัฐต้องจ่ายค่าไฟแพงกว่าคนที่ไม่อยู่ในระบบ เพราะทรัพยากรไฟฟ้ามีเท่าเดิม คนที่อยู่ในระบบน้อยลงจากการหันไปใช้โซลาร์เซลล์ แต่ยังคงใช้วิธีการหารเท่าแบบเดิม จึงทำให้คนที่ยังอยู่ในระบบต้องรับภาระสูงกว่า” ดร.พิมพ์สุภา ให้ภาพ
อีกหนึ่งแผนงานระยะยาวที่รัฐบาลควรดำเนินการคือ การปรับโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายไฟฟ้า ที่จะรองรับยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานลม หรือพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งประเทศไทยมีแผนแม่บทการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริดของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ – ๒๕๗๙ ที่จะสร้างระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะอยู่แล้ว โดย ๓ การไฟฟ้าของไทย ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้ขับเคลื่อนโครงการนำร่องไปแล้วมากมาย เพื่อดูว่าหากจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายไฟฟ้าของไทยจะต้องดำเนินการลงทุน และปรับปรุงอะไรบ้าง รัฐบาลจึงควรนำผลการศึกษาจากโครงการนำร่องเหล่านี้มาผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ดร.พิมพ์สุภา บอกอีกว่า ควรจะมีการปฏิรูปกฎหมาย และตลาดไฟฟ้าที่จะสามารถรองรับผู้เล่นหน้าใหม่ให้เข้ามาในระบบได้ง่ายมากขึ้น รวมไปถึงการออกแบบระบบธุรกิจหมุนเวียนสำหรับการกำจัด และรีไซเคิลอุปกรณ์แผงโซลาร์เซลล์ หรือแบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งานในอนาคต เพื่อไม่ก่อให้เกิดมลพิษ หรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
“แผนการดำเนินการทั้งระยะสั้น กลาง ยาว ที่อยู่ในมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ๑๘.๓ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการ เพื่อลดผลกระทบด้านพลังงานที่ไทยมักได้รับจากปัจจัยความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นประเด็นที่แวดวงวิชาการ และภาคเอกชนมีการพูดถึงมาอย่างยาวนาน จึงถึงเวลาที่ภาครัฐควรจะเร่งดำเนินการเพื่อทำให้ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง” ดร.พิมพ์สุภา กล่าวในตอนท้าย



