ปลดล็อก ‘พลังงานชุมชน’ ทางรอดประเทศไทย


VIEW: 110   SHARE: 0     08-05-2026

image

แม้จะยังไม่ถึงขั้นสงครามเต็มรูปแบบ หากแต่ผลกระทบจากการสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ได้ขยายตัวไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ระยะเวลากว่า ๑ เดือน นับตั้งแต่ ๒๘ ก.พ. ๒๕๖๙ ที่ช้างสารเริ่มเปิดปฏิบัติการพุ่งชนกัน หญ้าแพรกก็ค่อยๆ แหลกลาญเรื่อยมา โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นจากการบุกถล่มฐานการผลิต และความเปราะบางของสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ

 ไม่จำเป็นต้องชักแม่น้ำทั้งห้า เพราะความมั่นคง-ไม่มั่นคงทางพลังงานของแต่ละชาติ ได้สำแดงตัวออกมาจนเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่ใจประชาชนเต็มสองอก สำหรับประเทศไทยในช่วงแรก ปรากฏภาพความอลหม่านที่ปั๊มน้ำมันทั้งในเขตเมืองและพื้นที่ชนบท เกษตรกรเลือกที่จะวางมือจากเรือกสวนไร่นามาคว้าแกลลอนแทน บางพื้นที่ชาวประมงถึงกับต้องลากเรือเล็กไปที่ปั๊ม เพื่อยืนยันถึงความจำเป็นและพิสูจน์ว่าไม่ได้มีเจตนากักตุนน้ำมัน เช่นเดียวกับสัปเหร่อที่ขนศพไปปั๊มน้ำมัน ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินจริงในยุคสมัยแต่อย่างใด

 มากไปกว่าน้ำมัน การโต้กลับของอิหร่านต่ออิสราเอล ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่โรงงานผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกก๊าซ LNG รายสำคัญของโลก เมื่อช่วงวันที่ ๑๘ มี.ค. ๒๕๖๙ ยิ่งเร้าให้เกิดความกังวลถึงขีดสุด

นั่นเพราะก๊าซ LNG คือทรัพยากรสำคัญในการผลิตไฟฟ้า การโจมตีครั้งนี้ทำให้ราคาก๊าซ LNG โลกพุ่งสูงขึ้น จึงยิ่งน่าเป็นห่วงมากสำหรับประเทศไทยที่ต้องนำเข้าก๊าซ LNG มากกว่า ๗๒% เพื่อผลิตไฟฟ้า และเกินครึ่งหนึ่งในนี้เป็นการนำเข้าจากกาตาร์ ยังไม่นับการซ่อมแซมฟื้นฟูโครงสร้างที่อาจกินเวลาไปถึง ๕ ปี จึงจะสามารถกลับมาดำเนินการผลิตต่อได้

 อย่างไรก็ดี แม้ว่าขณะนี้อารมณ์ของสังคมจะลดระดับความรุนแรงลงบ้าง และหลังจากที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับเพิ่มขึ้นครั้งใหญ่ ควบคู่กับการสื่อสารอย่างเข้มข้นของรัฐบาล พบว่าประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำมัน (ในราคาแพงขึ้น) ได้เช่นเดิมแล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความไหวเอนที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นเพราะเรายังเป็นผู้พึ่งพิงอยู่

คำถามตัวโตๆ จึงมีอยู่ว่า ในโลกที่ปั่นป่วน เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์เดาทางยากมากขึ้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ไทยจะต้องปรับยุทธศาสตร์พลังงานครั้งใหญ่ หรือคิดถึงการลดการนำเข้าพลังงานจากภายนอก แล้วหันมาสร้างความมั่นคงภายในประเทศเสียเอง

ที่จริงแล้ว ประเทศไทยมีการพูดกันถึงเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์สู้รบ และมีการพัฒนานโยบายสาธารณะบนฐานการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนมาแล้วด้วย คือเป็น “โร๊ดแมป” ที่สามารถหยิบมาใช้ได้ทันที

นั่นคือ มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่ ๑๘.๓ การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ได้ระดมข้อเสนอเชิงนโยบายที่เกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน จนได้พบว่าคำตอบและทางออกของปัญหาอาจอยู่ที่ระบบการสร้าง “พลังงานชุมชน” ด้วยการส่งเสริมให้ประชาชน ชุมชน สามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยแสงอาทิตย์

นอกจากการผลิตเพื่อใช้งานในระดับครัวเรือนของตนเอง ควรอย่างยิ่งที่จะสามารถแบ่งปันพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้งานร่วมกันได้ในระดับชุมชน ลองจินตนาการว่าหากทุกหลังคาเรือนสามารถเข้าถึงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ นอกจากการพึ่งพิงตัวเองได้แล้ว ยังจะลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนไปได้อีกมากเท่าใด

ฉากทัศน์ต่อมาหลังการพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงแล้ว หากพลังงานที่ผลิตเองได้ตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงระดับชุมชนมีปริมาณมากเกินกว่าความต้องการใช้จริง ชุมชนยังสามารถบริหารทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไปได้ เช่น นำมาจำหน่ายให้กับหน่วยงานภาครัฐอย่างการไฟฟ้า ผ่านระบบ On-Grid หรือระบบโซลาร์เซลล์ที่เชื่อมต่อกับสายส่งของการไฟฟ้า เพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง ครอบครัว และชุมชน จะดีเพียงใด

ความมั่นคงทางพลังงานที่เผื่อแผ่มาถึงการสร้างความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจ หากระบบนิเวศน์จากพลังงานแสงอาทิตย์สามารถเกิดขึ้นได้จริง อาจกลายเป็นอีกหนึ่ง New S-Curve ใหม่ ที่สังคมไทยกำลังตามหาอยู่ในเวลานี้

ทว่า การเดินทางไปสู่ภาพฝันเหล่านี้ ยังคงมี “ข้อจำกัด” อีกหลายประการที่ฉุดรั้งไม่ให้ศักยภาพที่มีอยู่ของสังคมไทยได้ระเบิดพลัง จริงอยู่ที่ว่าหากเรากวาดสายตาสำรวจ เราก็จะพบการใช้งานโซลาร์เซลล์ทั้งในระดับครัวเรือน อาคารหน่วยงานภาครัฐ และระดับโรงงานอุตสาหกรรมอยู่บ้างแล้ว

อย่างไรก็ตามการเข้าถึงเหล่านี้ อาจจะกำลังจำเพาะอยู่แค่กับสังคมบางกลุ่มที่มีฐานทุนทรัพยากรมากพอในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ แต่สำหรับกลุ่มเปราะบางที่มีรายได้น้อย การคิดฝันที่จะติดตั้งระบบเหล่านี้เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และสร้างรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าให้หน่วยงานภาครัฐอาจยังเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม ทั้งๆ ที่กลุ่มเปราะบาง คือผู้ได้รับผลกระทบ และอ่อนไหวที่สุดทุกครั้งต่อการปรับขึ้นราคาค่าไฟ

ยังไม่นับรวมว่า ตัวระเบียบ หรือกฎหมายยังไม่เอื้อให้เกิดภาพฝันระบบนิเวศน์พลังงานชุมชน ทั้งในเชิงของการจัดสรร แบ่งปันทรัพยากรไฟฟ้า การรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อรวมตัวกันในการบริหารจัดการทรัพยากรที่ชุมชนผลิตได้เอง แล้วนำไปจำหน่ายไฟฟ้าให้หน่วยงานภาครัฐ รวมไปถึงศักยภาพความพร้อมในเชิงองค์ความรู้ความเข้าใจของประชาชนทั่วไป ทักษะฝีมือของช่างผู้ชำนาญการในการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ระบบการจัดการเศษซากแผงโซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่หลังหมดอายุการใช้งาน ฯลฯ

ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนทางการเงินสำหรับกลุ่มเปราะบาง การแก้ไขระเบียบข้อกฎหมายที่เป็นข้อจำกัด การส่งเสริมองค์ความรู้ ความเข้าใจให้กับประชาชน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นช่องว่าง และข้อจำกัดที่ยังคงรอคอยการหนุนเสริมจากรัฐบาล หรือผู้บริหารนโยบายที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันพลังงานของประเทศ เพื่อทำให้ยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานแสงอาทิตย์ของไทยเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรม ด้วยการออกแบบ และวางแผนให้ครบตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

แน่นอนว่ารายละเอียด และรูปธรรมที่ชัดเจนของข้อเสนอเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ปรากฎชัดอยู่ในมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่ ๑๘.๓ พร้อมที่จะให้ผู้ขับเคลื่อนนโยบายนำไปหยิบใช้ หรือสานต่อได้ทันที

บางส่วนของสถานการณ์จริง ตลอดจนข้อเสนอเหล่านั้น ถูกนำมาขีดเส้นใต้ให้เห็นถึงความสำคัญอีกครั้ง ผ่านเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในนิตยสารสานพลังฉบับนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านพลิกหน้าถัดไป

 

NHCO Q&A