มหาอุทกภัย ‘สตูล’ เมืองที่ถูกปิดตา วิกฤติหนักไม่แพ้ ‘หาดใหญ่’


VIEW: 224   SHARE: 0     27-01-2026

ชุมชนบ้านโกตา ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูล เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูภายหลังจากประสบกับมหาอุทกภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ ซึ่งได้รับผลกระทบครบทั้ง ๑๐๐% ของพื้นที่ ระดับความสูงของน้ำ ๑.๕ เมตรในพื้นที่ดอน กว่า ๒ เมตรในพื้นที่ราบ และสูงเกินกว่า ๓ เมตรในพื้นที่ลุ่ม ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการจาก นายวิรัช โอมณี ผู้ใหญ่บ้านชุมชนบ้านโกตา หรือผู้ใหญ่วิรัช เปิดเผยว่า ในเวลานี้ชุมชนฟื้นตัวกลับมาได้ราว ๖๐ – ๗๐%

แม้ว่าโรงเรียนบ้านโกตา ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำชุมชนจะสามารถกลับมาเปิดการเรียนการสอนได้แล้ว ทว่า เด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลและประถมศึกษา จำนวน ๑๑๒ คน ต้องไปเรียนแบบตัวเปล่า กล่าวคือ ไม่มีอุปกรณ์การเรียนการสอน ไม่มีโต๊ะ เก้าอี้ ให้นั่งเรียนกันแบบครบครัน เหลือเพียงอุปกรณ์บางส่วนที่พอจะซ่อมแซมได้ ก็สามารถนำมาให้นักเรียนใช้แก้สถานการณ์ไปพลางก่อน รวมไปถึงหนังสือตำรับตำราหรือสื่อการสอนทุกชนิด ไปจนถึงนักเรียนบางคนต้องใส่ชุดบ้านมาเรียนหนังสือ เพราะทุกอย่างได้พังทลายหรือสูญหายไปกับกระแสน้ำทั้งหมด

ขณะที่ ผลกระทบทางสาธารณะอื่นๆ ยังเกิดขึ้นกับมัสยิดประจำชุมชนที่ทำให้พี่น้องชาวมุสลิม ซึ่งถือเป็นประชากรส่วนใหญ่กว่า ๙๐% ของคนในชุมชนไม่สามารถประกอบกิจกรรมทางศาสนาได้ในช่วงแรก แต่ขณะนี้มัสยิดได้รับการซ่อมแซมและทำความสะอาดจนสามารถกลับมาประกอบกิจได้ตามปกติแล้ว รวมไปถึงพื้นที่สาธารณะของชุมชนอย่างศาลาอเนกประสงค์ ศูนย์หอกระจายข่าวซึ่งมีอุปกรณ์เครื่องเสียง ที่ตั้งกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ ร้านค้า ฯลฯ ล้วนได้รับความเสียหายทั้งหมด

อีกทั้ง กระแสน้ำท่วมยังทำให้สัตว์เลี้ยงอย่างไก่ เป็ด ตายทั้งหมด วัวที่ตายและได้รับการกลบฝังแล้วตอนนี้มีทั้งหมด ๘ ตัว รวมถึงเต่ากระอานที่อยู่ในศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสตูล ก็หลุดลอดออกไปพร้อมกระแสน้ำ ซึ่งทำให้ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพประมงพบเจอจำนวนไม่น้อย จนต้องนำเต่าเหล่านั้นกลับมาคืนที่ศูนย์วิจัยฯ

ไม่เพียงแค่ผลกระทบภายนอก แต่ผลกระทบภายในใจก็หนักหน่วงไม่แพ้กัน ผู้ใหญ่วิรัช เปิดเผยว่ามีบางครัวเรือนที่เกิดภาวะซึมเศร้า เมื่อออกจากศูนย์พักพิงชั่วคราวแล้วกลับมาพบสภาพบ้านเรือนของตนเองราพณาสูร หมดสิ้นไม่เหลือแม้เพียงข้าวของเครื่องใช้เล็กๆ น้อยๆ มีเพียงโครงสร้างบ้านที่เต็มไปด้วยคราบไคลของน้ำท่วมซึ่งทิ้งร่องรอยไว้ตามฝาผนัง จนสิ้นเรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นมากอบกู้เศษซากฐานที่มั่นของตนเอง

ดังนั้น จึงไม่ใช่แค่การสนับสนุนช่วยเหลือด้านทรัพยากรที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน เช่น อาหาร น้ำดื่ม ไม้กวาดทางมะพร้าว น้ำยาทำความสะอาดบ้าน ไปจนถึงอุปกรณ์และเรี่ยวแรงทักษะของผู้คนที่จะช่วยกันซ่อมแซมบ้าน แต่ยังเป็นการหนุนเสริมกำลังใจ การทอดสมอเรือแห่งความหวังให้กันและกันของคนในชุมชน เพื่อเกาะเกี่ยวยึดเหนี่ยวกันไว้ในวันที่ใจลอยคว้างไร้จุดหมาย

“ชุมชนโดนหลอกจากภัยธรรมชาติ คือ วันที่ ๒๐-๒๒ พฤศจิกายน คณะกรรมการหมู่บ้านและทีมงานได้มีการวางแผนการตั้งรับไว้แล้ว เพราะเราเคยได้รับการอบรมเรื่องการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติจาก ปภ. และหน่วยงานอื่นๆ มา แต่เมื่อมาถึงวันที่ ๒๓ น้ำมันลด ชุมชนก็ดีใจ ลุกฮือขึ้นมาเตรียมการล้างบ้าน คืนกระสอบทราย เพราะรู้สึกว่าคงไม่ต้องใช้งานแล้ว แต่ผลสุดท้ายช่วงกลางดึกของคืนวันที่ ๒๓ น้ำกลับมาอีกรอบ มาแรงและเร็ว ชั่วโมงนึงเพิ่มมาทีละ ๑๐ เซนติเมตร จนแทบตั้งตัวไม่ทัน ผมนอนไม่หลับ โทรหาพรรคพวกที่ดูต้นน้ำ เขาบอกว่ามวลน้ำยังมีอีกเยอะ จึงแจ้งข่าวไปยังชาวบ้านทางไลน์กลุ่มชุมชนให้ไปรวมตัวกันเป็นกลุ่มอยู่ในบ้านญาติพี่น้องที่มีความสูง รอฟ้าสางแล้วค่อยดำเนินการเรื่องอพยพออกจากพื้นที่ เพราะคำนวณไว้แล้วว่าหากน้ำเพิ่มมาชั่วโมงละ ๑๐ เซนติเมตรแบบนี้ พวกเราอยู่กันไม่ได้แน่” ผู้ใหญ่วิรัช กล่าว

          ผู้ใหญ่วิรัช เล่าย้อนภาพของคืนที่ไม่คาดฝัน และระดับความรุนแรงของมวลน้ำที่ชุมชนไม่เคยพบเจอมาก่อน ความตื่นตระหนก ความโกลาหลเกิดขึ้นตลอดคืน ผู้ใหญ่วิรัชจึงตัดสินใจโทรประสานไปยังนายกเทศบาลตำบลกำแพงเมืองใหม่ (ทต.กำแพงเมืองใหม่) ผู้บัญชาการเหตุการณ์ระดับตำบล เพื่อให้เข้ามาดำเนินการช่วยเหลืออพยพประชาชนไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวของเทศบาลฯ ในตอนเช้าตรู่

ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ระดับหมู่บ้าน ผู้ใหญ่วิรัชตระหนักดีว่าคำสั่งตนมีน้ำหนักไม่เพียงพอในการสั่งการพื้นที่ จึงได้โทรประสานไปยังนายอำเภอละงูภายในคืนนั้นให้ออกประกาศอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ประชาชนอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวทันที ถัดจากนั้นจึงนำเอกสารการประกาศดังกล่าวมาเผยแพร่ให้คนในชุมชนรับทราบผ่านช่องทางไลน์ของชุมชน

            จนกระทั่งแสงแรกของเช้าวันที่ ๒๔ พ.ย. เริ่มมาเยือน ปฏิบัติการเคลื่อยย้ายคนในชุมชนบ้านโกตาจึงเริ่มต้นขึ้น บุคลากรจากศูนย์บัญชาการระดับตำบล ที่ประกอบไปด้วยทีมอาสาจากภาคประชาสังคม เจ้าหน้าที่จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เจ้าหน้าที่ทหาร ต่างเร่งนำเรือและรถขนาดใหญ่ของหน่วยงาน เรือเจ็ตสกี ระดมเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างมายังศูนย์พักพิงชั่วคราว แน่นอนว่าขั้นตอนการเคลื่อนย้ายเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ระยะเวลา และในระหว่างของการรอคอยยังมีเรือขนาดเล็กของเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้าน คอยตระเวนส่งน้ำและอาหารกล่องให้ผู้ที่ยังติดค้างในแต่ละหลังคาเรือน

แม้ว่าเป้าหมายคือการเคลื่อนย้ายทั้งหมด ๑๐๐% แต่ปัญหาสุดคลาสสิกที่มักเกิดขึ้นได้บ่อยในสถานการณ์ภัยพิบัติ คือมีประชาชนจำนวนหนึ่งไม่ยอมอพยพตามมา เพราะเป็นห่วงบ้านเรือน และคาดหมายว่าสถานการณ์คงไม่แย่ไปกว่านี้ ทว่าท้ายที่สุดแล้ว เวลาดำเนินไปจนถึงกลางดึกราวตี ๒ ของวันที่ ๒๕ พ.ย. น้ำที่เพิ่มระดับอย่างต่อเนื่องได้ทำให้ผู้ที่ยังติดอยู่ในชุมชนกว่า ๓๐ ครัวเรือนแจ้งความประสงค์ว่าต้องการอพยพมายังศูนย์พักพิงฯ เช่นกัน แต่กระแสน้ำที่รุนแรงบวกกับช่วงเวลากลางคืนซึ่งไฟฟ้าในชุมชนถูกตัดขาดทั้งหมด จึงทำให้ทัศนวิสัยย่ำแย่และอาจเกิดความเสี่ยงต่อทีมอาสาได้ ทำให้ภารกิจดังกล่าวต้องทอดยาวออกไปจนถึงเช้าตรู่ของวันที่ ๒๕ พ.ย.

ระยะเวลาผ่านไป ๔ วัน จากการเข้าไปประเมินสถานการณ์น้ำในชุมชนบ้านโกตา ได้ทำให้ผู้ใหญ่วิรัชกลับมาขออนุญาตนายก ทต.กำแพงเมืองใหม่ ในวันที่ ๒๘ พ.ย. เพื่อนำชาวบ้านบางส่วนกลับไปยังชุมชน ด้วยเล็งเห็นว่าระดับน้ำเริ่มลดลง ขณะที่เด็กและผู้สูงอายุยังคงไว้ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง

จากวันนั้นเดินทางมาจนถึงวันนี้เป็นระยะเวลาเกือบ ๑ เดือน ผู้ใหญ่วิรัชเล่าว่า ถือเป็นความโชคดีของชุมชนที่มีภาคีเครือข่าย อาสาสมัครภาคประชาสังคมเป็นจำนวนมากเข้ามาให้การช่วยเหลือ อาทิ มูลนิธิชุมชนไท เครือข่ายภัยพิบัติในพื้นที่ภาคใต้ เครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้านภาคใต้ และหน่วยงานภาครัฐของจังหวัด และท้องถิ่นที่เข้ามาสนับสนุนด้านอุปโภค บริโภค รวมไปถึงสื่อมวลชนจากสำนักต่างๆ ที่เข้ามาช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชนทั่วประเทศ ว่าที่ จ.สตูล ก็วิกฤติไม่แพ้หาดใหญ่เช่นกัน

“ผมคิดว่าเรามองกระแสราวกับว่า จ.สตูล โดนปิดตาไป ผมอาจจะรู้สึกน้อยใจแบบเล็กๆ ว่าส่วนตัวในฐานะที่ทำงานเรื่องภัยพิบัติแล้วเราโดนผลกระทบกับตัวเองด้วย แต่ยังดีว่าพี่น้องเครือข่ายที่เคยทำงานด้วยกันเขาไม่ลืมพวกเรา แต่ในภาคส่วนอื่นๆ ที่เราไม่ได้ทำงานร่วมด้วยบางทีเขาอาจจะไม่เข้าใจ หรืออาจเป็นที่การทำงานของพวกเรา หรือเป็นที่ระบบการสื่อสารที่ทำให้พวกเขาอาจจะไม่รู้ก็ได้ เขาก็เลยจำเพาะเจาะจงมุ่งตรงไปหาดใหญ่อย่างเดียว ผลจากการที่ข่าวสารเป็นที่รับรู้น้อย มันส่งผลให้ระยะของการฟื้นฟูชุมชนล่าช้าไปกว่าที่ควรจะเป็น ผมคิดว่านโยบายของรัฐบาลเรื่องเงินเยียวยา ๙,๐๐๐ บาท มันไม่ได้เป็นกำลังใจ แต่เป็นเรื่องการปลอบใจในกรณีที่เราตกใจ อย่างไรก็ตามพอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ มันก็ทำให้เราต้องกลับมาคิดว่าการหวังพึ่งพาจากภายนอกมากเกินไป บางทีจะทำให้เราเอาตัวไม่รอด” ผู้ใหญ่วิรัช สะท้อนความรู้สึก

ผู้ใหญ่วิรัช ยอมรับว่าส่วนหนึ่งของความผิดพลาด คือการประเมินและออกแบบการรับมือสถานการณ์ไว้เท่าที่ประสบการณ์ชุมชนเคยเจอ กล่าวคือ แม้ว่าชุมชนบ้านโกตาจะประสบกับสภาวะน้ำท่วมบ่อยครั้ง แต่ก็เป็นลักษณะการท่วมเพียง ๖๐-๗๐% ของพื้นที่เท่านั้น มาตรการรับมือจึงออกแบบไว้ตามระดับดังกล่าว มีการซักซ้อม มีพื้นที่ศูนย์อพยพภายในชุมชนเอง แต่เมื่อน้ำท่วมใหญ่ ๑๐๐% ของชุมชน จึงมีความจำเป็นต้องหาทางออกใหม่ๆ หลังจากนี้ ตั้งแต่การมองหาศูนย์พักพิงชั่วคราวนอกชุมชน การซักซ้อมการเคลื่อนย้าย การออกแบบการสื่อสาร และกระจายข่าวในรูปแบบใหม่ๆ

รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมเรื่องปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญๆ เช่น เครื่องปั่นไฟ ซึ่งที่ผ่านมาเตรียมความพร้อมไว้เพียงหนึ่งเครื่องเท่านั้น ผลก็คือไม่เพียงพอต่อความต้องการจริงของคนในชุมชน ภาพสายชาร์จโทรศัพท์นับ ๒๐-๓๐ เครื่องของชาวบ้านในระหว่างน้ำท่วม ได้ย้ำเตือนกับผู้ใหญ่วิรัชเช่นนั้น

ไปจนกระทั่งเรื่องการสื่อสารความสำคัญของการอพยพเมื่อมีคำสั่ง ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดกรณีปัญหาความเสี่ยงแก่ผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือแบบกรณีที่ผ่านมา หรือแนวความคิดเรื่องการทำแพสำหรับการขนย้ายสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภคพื้นฐานที่จะทำให้ใช้ชีวิตชั่วคราวได้บนแพ ทั้งยังสามารถป้องกันความเสียหายข้าวของเครื่องใช้ที่สำคัญๆ ไว้ได้ ซึ่งรูปแบบเหล่านี้ เกิดแรงบันดาลใจจากการมีโอกาสไปศึกษาดูงานที่ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี โดยผู้ใหญ่วิรัชเน้นย้ำถึงหลักการที่สำคัญ เรื่องชุมชนจัดการตนเอง พึ่งพาหน่วยงานภายนอกให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นอกจากการสวมหมวกบทบาทของผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่วิรัชยังมีบทบาทการเป็นประธานสภาขบวนองค์กรชุมชนตำบล จ.สตูล รองประธานสภาบริหารน้ำภาคใต้ตอนล่างฝั่งตะวันตก จ.สตูล และอื่นๆ อีกมากมาย ได้ส่งผลให้ตนเองมีภาคีเครือข่ายการทำงานด้านการรับมือกับภัยพิบัติอยู่เป็นจำนวนมาก

อีกทั้ง ตนเองยังมีความตื่นตัวที่จะศึกษาเรียนรู้รูปแบบการจัดการจากพื้นที่อื่นๆ ผู้ใหญ่วิรัช เปิดเผยว่า ส่วนตัวให้ความสำคัญในการเข้าร่วมงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ตลอด ๒-๓ ปีที่ผ่านมา เพื่อเข้าไปศึกษาหาความรู้ แลกเปลี่ยนเครือข่ายจากเวทีต่างๆ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากภายในงาน

ผู้ใหญ่วิรัช มองว่า สํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมร้อยเครือข่ายการทำงานทั้งในแนวระนาบระหว่างภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และหน่วยงานภาครัฐในระดับพื้นที่ และเป็นตัวกลางที่สำคัญในการนำข้อเสนอนโยบายจากฐานราก ที่ออกแบบผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในแนวระนาบ สื่อสารไปยังผู้มีอำนาจเชิงนโยบายผ่านกลไกคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) และนำเสียงหรือแนวคิดจากด้านบนในระดับนโยบาย กลับมาสื่อสารยังพื้นที่อีกที ซึ่งส่วนตัวเชื่อมั่นว่ากระบวนการออกแบบการรับมือภัยพิบัติใน จ.สตูล หลังจากนี้ จะมี สช. เป็นหนึ่งในภาคีเครือข่ายสำคัญที่จะจับมือสานพลังการทำงานร่วมกับพี่น้องชาว จ.สตูล ต่อไป

 

NHCO Q&A