ประมวลวิกฤตการณ์ ภัยพิบัติ ปี 2568


VIEW: 364   SHARE: 0     15-01-2026

บ่อยครั้งที่เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว อุทกภัย ไฟป่า ฯลฯ สุ้มเสียงที่เรามักได้ยิน คือเหตุการณ์ครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ ทุบสถิติในรอบเท่านั้นเท่านี้ปี ราวกับว่าภัยพิบัติมีพัฒนาการยกระดับตนเองอย่างเงียบๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เมื่อถึงเวลาเผยโฉมก็ฟาดฟันรุนแรงราวกับธรรมชาติต้องการแสดงความพิโรธ ทั้งยังดูเหมือนว่าตลอดทั้งปี ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา ความพิโรธได้เดินทางมาเยือนสังคมไทยอย่างไม่ขาดสาย

เปิดศักราชต้นปี เดือน มี.ค. ด้วยเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด ๗.๗ แมกนิจูด (บางแหล่งระบุว่า ๘.๒) บริเวณใกล้เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ส่งผลกระทบมาถึงกรุงเทพมหานคร (กทม.) ทั้งที่อยู่ห่างออกมาถึง ๑,๑๐๐ กิโลเมตร จนทำให้อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งมีความสูงถึง ๓๓ ชั้น ถล่มลงมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนับร้อยรายติดอยู่ใต้ซากอาคาร

ย่างเข้าสู่กลางปีในเดือน ก.ค. มวลเมฆทะมึนจากทางตะวันออกของฟิลิปปินส์ บริเวณเกาะลูซอนได้ส่งพายุหนักที่ไทยตั้งชื่อว่า “พายุวิภา” เข้ามาส่งผลกระทบถึง ๔๙ จังหวัด หนึ่งในนั้นคือ จ.น่าน ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก เหตุเพราะมีฝนตกต่อเนื่องหลายคืน ระดับน้ำในแม่น้ำน่านเพิ่มสูงเกินจุดวิกฤต ทะลักท่วมเขตเทศบาลและย่านเศรษฐกิจต่างๆ

ถัดมาเพียง ๑ เดือน ในเดือน ส.ค. อิทธิพลจาก “พายุคาจิกิ” ทำให้มีฝนตกหนักในหลายจังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะบ้านปางอุ๋ง ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ถูกน้ำป่าพัดดินโคลนและต้นไม้จากดอยปางอุ๋ง ลงมาพื้นที่การเกษตรและหมู่บ้าน จนทำให้บ้านถูกพัดหายไปทั้งหลังกว่า ๑๐ หลัง และยังมีบ้านถูกน้ำป่าพัดเสียหายบางส่วนอีกนับร้อยหลัง เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต ๓ คน สูญหาย ๖ คนและมีผู้บาดเจ็บอีก ๑๕ คน

ในเดือน พ.ย. มีอิทธิพลจากพายุ “คัลแมกี” พัดเข้ามายัง จ.อุบลราชธานี กระทบแถบจังหวัดภาคอีสานและภาคกลาง นอกจากนี้ในพื้นที่ลุ่มต่ำภาคกลางยังได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งรับน้ำจากพื้นที่ตอนบนของประเทศ ทำให้หลายจังหวัดลุ่มเจ้าพระยาน้ำท่วมนานหลายเดือน

ผ่านพ้นไปเพียงไม่นานในช่วงกลางเดือน พ.ย. ปัจจัยอิทธิพลร่องมรสุมจากสภาวะลานีญา และฝนตกที่สะสม ได้ทำให้เกิดน้ำท่วมหนักครอบคลุม ๙ จังหวัดภาคใต้ รวมถึง จ.สงขลา ถูกน้ำท่วมทั้ง ๑๖ อำเภอ โดยเฉพาะ “อ.หาดใหญ่” ที่วิกฤตสุดในรอบ ๒๕ ปี นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ อีกทั้งยังมีข้อมูลจากกรมชลประทานว่า อ.หาดใหญ่ มีปริมาณฝนสะสม ๘๘๐ มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือเป็นปริมาณฝนที่หนักมากที่สุดในรอบ ๓๐๐ ปี จึงเป็นเวลาหลายวันที่คนไทยทั้งประเทศร่วมกันติดตามสถานการณ์ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติในพื้นที่ พร้อมกับภาพและเสียงที่ชวนให้รู้สึกหดหู่กับผู้ที่ติดอยู่บนหลังคาบ้านเป็นเวลาหลายวัน โดยยังไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปให้การช่วยเหลือ และอยู่ในสภาพร่างกายที่ยังไม่ได้รับประทานอาหาร น้ำดื่ม ฯลฯ

สภาพการจัดการเมืองระหว่างภัยพิบัติเกิดความโกลาหล สับสน ตกอยู่ในสภาวะไร้แผนการรับมืออย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม อาสาสมัครภาคประชาชน ต่างเร่งเข้าให้การช่วยเหลือแบบที่ “เจอตรงไหน ก็ช่วยตรงนั้นก่อน” ซึ่งทั้งบุคลากร ทรัพยากรเครื่องมือมีไม่เพียงพอที่จะเข้าให้การช่วยเหลือประชาชนได้อย่างครอบคลุม

ในห้วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศกำลังให้ความสนใจแบบเฝ้าติดหน้าจอ เอาใจช่วยผ่านการบริจาค สิ่งของอุปโภคบริโภค พร้อมแชร์หรือส่งต่อข้อมูลข่าวสารการช่วยเหลือให้ชาวหาดใหญ่ หากภาพคู่ขนานที่หนักและรุนแรงไม่แพ้กัน ทว่า กลับไม่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากนัก คือเหตุการณ์น้ำท่วมใน จ.สตูล ที่ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น ๗ อำเภอ ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ๒๙,๑๔๖ ครัวเรือน ๗๙,๙๕๔ คน นอกจากนี้ยังมีผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างหนักเช่นกันในหลายจังหวัดภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็น ปัตตานี นครศรีธรรมราช พัทลุง นราธิวาส ยะลา ตรัง และ สุราษฎร์ธานี

ความสับสน ความโกลาหลเหล่านี้ผ่านไปหลายวัน กว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะอยู่ในสภาวะที่เริ่มตั้งหลักได้ และเร่งระดมทรัพยากรจากหน่วยงานภาครัฐส่วนกลางเข้ามาในพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือ รวมถึงการก่อตัวขึ้นของ “War Room ภาคประชาชนหาดใหญ่” ที่นำโดยมูลนิธิกระจกเงา และไทยพีบีเอส (Thai PBS) ร่วมมือกับสถาบันการศึกษา องค์กรภาคประสังคม ภาคประชาชน ภาคเอกชน ท้องถิ่น ที่จะเข้ามาอุดช่องโหว่และประสานการทำงานร่วมไปกับภาครัฐ ในสถานการณ์ที่น้ำเริ่มลด และเมืองต้องเร่งเข้าสู่ช่วงของการฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติ

ข้อมูล ณ วันที่ ๒ ธ.ค. ๒๕๖๘ นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และโฆษก สธ. ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ทั้งสิ้น ๒๖๗ คน จำนวนนี้แบ่งเป็น จ.สงขลา เสียชีวิต ๒๒๙ คน เฉพาะ อ.หาดใหญ่ มีผู้เสียชีวิต ๑๔๒ คน ส่วนผลกระทบน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจภาคใต้ แบงก์ชาติประเมินว่าสูญเสียรายได้ราว ๑๕,๗๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็น ๐.๑% ของ GDP ประเทศ ด้านหอการค้าจังหวัดสงขลา ประเมินว่าวิกฤตครั้งนี้ทำให้เศรษฐกิจหาดใหญ่เสียหายกว่า ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท และคาดว่าใช้เวลาฟื้นฟู ๓ เดือน ก่อนกลับมาเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยว

ล่าสุด สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “ที่สุดแห่งปี ๒๕๖๘” โดย ๒ ใน ๕ อันดับเหตุการณ์ที่สุดแห่งปี คือเหตุการณ์ภัยพิบัติ ได้แก่ อันดับที่ ๒ เหตุการณ์แผ่นดินไหวกรุงเทพมหานคร/ตึก สตง.ถล่ม คิดเป็น ๒๒.๙๒% อันดับที่ ๔ เหตุการณ์มหาอุทกภัยหาดใหญ่ คิดเป็น ๑๘.๖๒%

สิ่งเหล่านี้ คือภาพรวมสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยอย่างหนักหน่วงตลอดปี ๒๕๖๘ ผลกระทบเกิดขึ้นทั้งในมิติเศรษฐกิจ ชีวิต ทรัพย์สิน ที่จนถึงเวลานี้หลายครัวเรือน หลายผู้ประกอบการ หลายผู้สูญเสียบุคคลที่รัก ยังไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาดังเดิมได้ ๑๐๐% ขณะที่วันเวลายังคงเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ย่างเท้าเข้าสู่ปีใหม่ที่ยังไม่มีคำตอบแน่ชัดว่าจะยังมีภัยพิบัติน้อยใหญ่อะไรเกิดขึ้นอีกบ้างในปีมะเมีย หรือปีม้านี้ สิ่งที่พอจะคาดการณ์ได้ คือปรากฎการณ์ “เอลนีโญ” ที่อาจจะส่งผลให้ไทยอยู่ในสภาวะร้อนแล้ง ฝนตกน้อยลง ซึ่งเป็นภัยพิบัติมุมกลับที่เคยเกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา

แม้ว่าจะไม่สามารถคาดเดาภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ ทว่า สิ่งที่ทำได้คือการสรุปบทเรียนความเจ็บปวดที่ผ่านมา และออกแบบการรับมือเพื่อลดผลกระทบให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตลอดปี ๒๕๖๘ สํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ในฐานะหน่วยงานสานพลัง ได้พยายามที่จะสร้างกลไกการมีส่วนร่วมและออกแบบนโยบายสาธารณะเพื่อการรับมือกับภัยพิบัติในทุกๆ รูปแบบ กล่าวกันให้ถึงที่สุด ประเด็นเรื่องการรับมือกับภัยพิบัติเป็นหนึ่งในเรื่องหลักที่ สช. ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง

นับตั้งแต่ภายหลังเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี ๒๕๕๔ ได้ก่อให้เกิดเป็นมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๔ เรื่อง การจัดการภัยพิบัติธรรมชาติโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง มาจนกระทั่งปี ๒๕๖๗ ที่เกิดน้ำท่วมดินโคลนถล่มในพื้นที่ภาคเหนือ โดยภายหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ชุมชนชมภู ต.ชมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ได้จัดตั้ง “ศูนย์ภัยพิบัติชุมชนชมภู” ที่ชุมชนดำเนินงานร่วมกับ สช. และภาคีเครือข่าย ภายใต้ภารกิจศูนย์นโยบายสาธารณะและรองรับภัยพิบัติ (KTL Center) เพื่อให้ศูนย์ภัยพิบัติฯ เป็นพื้นที่กลางในการกระจายข้อมูลข่าวสาร และบัญชาการเหตุการณ์ในยามเผชิญกับภัยพิบัติ โดยมีแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุมทั้ง ๔ ระยะ ได้แก่ การป้องกัน  การเตรียมการ การตอบโต้ และการฟื้นฟู

ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอเชิงนโยบายการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนและท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง เป็นวาระแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๒ ธ.ค. ๒๕๖๘  ตามที่ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เสนอ รวมถึงเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๘ เมื่อวันที่ ๒๗-๒๘ พ.ย. ๒๕๖๘ ภาคีเครือข่ายก็ได้ร่วมกันให้ฉันทมติรับรองประเด็น ระบบบริหารจัดการเพื่อสุขภาวะในวิกฤตซ้อนวิกฤต เป็นนโยบายสาธารณะ

ขณะที่ในช่วงของการเผชิญเหตุ เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ภาคีเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดสงขลา และคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) เขต ๑๒ ได้เข้าไปเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน War Room ภาคประชาชน หาดใหญ่ เพื่อกู้วิกฤตความโกลาหลระบบการจัดการ ทั้งในด้านขยะ การล้างบ้าน การช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเปราะบาง รวมไปถึงแผนงานระยะยาว ๓ ปี ซึ่งจะใช้กระบวนการนโยบายสาธารณะ การสร้างธรรมนูญสุขภาพชุมชน การผลักดันสมัชชาสุขภาพชุมชน ฯลฯ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมจากคนในชุมชน และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการร่วมกันสร้างข้อตกลงจนเกิดเป็นแผนการรับมือภัยพิบัติในชุมชน รวมไปถึงการถอดบทเรียนเพื่อสร้างข้อเสนอเชิงนโยบายให้หน่วยงานภาครัฐนำไปสร้างระบบป้องกันเมืองหาดใหญ่จากภัยพิบัติต่อไป

 

ถัดมาในวันที่ ๘ ธ.ค. ๒๕๖๘ ณ มหาวิทยาลัยทักษิณ จ.สงขลา สช. พร้อมด้วยหน่วยงานภาคีเครือข่าย อาทิ ๙ หน่วยงานภาคีอาสา มหาวิทยาลัยทักษิณ ไทยพีบีเอส ฯลฯ ตลอดจนเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัด กขป.พื้นที่ภาคใต้ ก็ได้เปิดเวที สมัชชาประชาชนภาคใต้ “มหาวิกฤตอุทกภัยภาคใต้ ถึงเวลาก้าวให้พ้นจากวังวนเดิมๆ” เพื่อก้าวข้ามวังวนถอดบทเรียนสู่การปฏิบัติ พร้อมหารือกำหนดยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสามระยะ ทั้งในระยะเตรียมการก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเผชิญเหตุ และการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์ รวมไปถึงสิทธิของผู้ประสบภัยที่จะได้รับการเยียวยา

ล่าสุด วันที่ ๒๗ ธ.ค. ๒๕๖๘ สช. ได้เข้าร่วมกับภาคีเครือข่ายประชุมเชิงปฏิบัติการ “ถอดบทเรียนการรับมือภัยพิบัติ สถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดสตูล พ.ศ. ๒๕๖๘” ณ โรงเรียนบ้านโกตา ต.กำแพง อ.ละงู เพื่อถอดบทเรียนสถานการณ์น้ำท่วม จ.สตูล เพื่อแลกเปลี่ยนบทบาทการรับมือภัยพิบัติของชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และร่วมกันกำหนดทิศทางความร่วมมือในการรับมือภัยพิบัติในอนาคตอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ย่างเข้าสู่ปีใหม่ สช. ยังคงพร้อมที่จะยืนเคียงข้างสังคมและภาคีเครือข่าย ในการเดินหน้าออกแบบการรับมือภัยพิบัติทุกมิติ ในปี ๒๕๖๙ ตามเครื่องมือต่างๆ ที่ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้ให้อำนาจไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำผลมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๘ เรื่อง “ระบบบริหารจัดการเพื่อสุขภาวะในวิกฤตช้อนวิกฤต” ซึ่งมีข้อเสนอสำคัญๆ อาทิ การสนับสนุนและการส่งเสริมให้เกิดการจัดการภัยพิบัติในชุมชน การจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติโดยชุมชน การบูรณาการข้อมูลเพื่อให้เตรียมความพร้อมการรับมือภัยพิบัติ ฯลฯ ไปขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรมในหลายๆ พื้นที่ทั่วประเทศ

 

NHCO Q&A