สช. ร่วมกับภาคีเครือข่าย สานพลังทุกภาคส่วน "หนุนเสริมกลไกปฐมภูมิ" เดินหน้าสร้างระบบสุขภาพปฐมภูมิที่เข้มแข็ง ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง


image

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569  สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดการประชุม คณะอนุกรรมการประสานการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิแบบมีส่วนร่วม ครั้งที่ 1/2569 ณ อาคารสุขภาพแห่งชาติ จังหวัดนนทบุรี โดยมี นพ.โสภณ เมฆธน เป็นประธานการประชุม การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีกลางในการสานพลังภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ร่วมเติมเต็มและหนุนเสริมการทำงานของหน่วยงานหลัก ทั้งกระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ.) สปสช. สภาวิชาชีพ และเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ตามพระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562

 

 

นพ.โสภณ เมฆธน ประธานอนุกรรมการ  กล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายของระบบสุขภาพไทย ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ความแออัดในโรงพยาบาล และความซับซ้อนของพื้นที่เมือง "ระบบสุขภาพปฐมภูมิที่เข้มแข็ง" คือหัวใจสำคัญและทางรอดของระบบสุขภาพไทยอย่างยั่งยืน คณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้จัดตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ "สะพานเชื่อมและหนุนเสริม" (Co-creator & Supporter) มุ่งช่วยคลี่คลาย Pain Point หรือข้อจำกัดในการทำงาน เพื่อให้บุคลากรผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักโดยตรงทำงานได้สะดวกลื่นไหลขึ้น นำไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือ ประชาชนสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุข และระบบสุขภาพยั่งยืน

 

นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์  รองประธานอนุกรรมการ (รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข) ได้เน้นย้ำถึงทิศทางสำคัญในการขับเคลื่อนว่า คณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้ควรตั้งเป้าหมายทำหน้าที่ สื่อสารและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภารกิจของแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและระบบสุขภาพปฐมภูมิให้เข้าถึงประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากสังคมส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับบริการสุขภาพแบบ Excellence Center ที่เน้นการรักษามากกว่าการป้องกันโรค ดังนั้น การสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องจึงเป็นปัจจัยสำคัญ รวมถึงต้องช่วยกันหนุนเสริมการปรับ Mindset ทั้งในระดับผู้บริหารและบุคลากรผู้ปฏิบัติงานให้หันมาให้ความสำคัญกับงานปฐมภูมิเพิ่มมากขึ้นด้วย

 

นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ  กล่าวว่า เรื่องของการมีระบบปฐมภูมิที่เข้มแข็ง ที่เป็นทั้งเป้าหมาย และความฝันของนักยุทธศาสตร์ และก็นักพัฒนาทั้งหลายกันมายาวนาน แต่ว่าความจริงที่ผ่านๆ มา ทั้งส่วนของการกำหนดนโยบาย และการรับรู้ของประชาชน มักจะให้ความสำคัญหรือการลงทุนไปทางด้านการแพทย์ชั้นสูงเป็นหลัก และการดำเนินงานที่ผ่านมายังคงมีข้อจำกัด ซึ่งการมีคณะกรรมการชุดนี้ ที่มีเป้าหมายเรื่องของการที่ต้องการเห็นระบบบริการปฐมภูมิที่เข้มแข็ง มาเป็นตัวตั้ง แล้วเอากลไก เครื่องมือที่มีอยู่ในมือตัวเอง เช่น มีกฎหมาย เครือข่าย งบประมาณ และอื่นๆ เข้ามาช่วยกันทำ ถึงแม้จะดูว่าจะซ้ำซ้อนอยู่บ้าง แต่การที่ทุกฝ่ายเข้ามาช่วยกัน ก็เป็นการเปิดโอกาสช่วยเสริมความเข้มแข็งระบบปฐมภูมิ อีกด้วย

 

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้ฉายภาพความเชื่อมโยงที่สำคัญยิ่งว่า งานปฐมภูมินี้มีรากฐานทางกฎหมายที่มั่นคงรองรับ ตั้งแต่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 258 ตลอดจนกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562, พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ พ.ร.บ.การกระจายอำนาจ ซึ่งสะท้อนว่า "การมีส่วนร่วมคือหัวใจสำคัญของการทำงาน"

นพ.สุเทพ ย้ำเพิ่มเติมว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมการทำงานของทุกภาคส่วนเพื่อปิดช่องว่างต่างๆ อีกทั้งยังมีช่องทางสำคัญในการ เชื่อมโยงประสานงานไปสู่นโยบายระดับคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) หรือเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในกรณีที่จำเป็น เพื่อผลักดันนโยบายให้เกิดการปฏิบัติจริง ร่วมกับ นพ.อภิสรรค์ บุญประดับ ผู้อำนวยการกองสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ ในการเติมเต็มช่องว่าง (Fill the gaps) โดยดึงตัวแทนจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งฝั่งนโยบาย ผู้ให้บริการ ภาควิชาการ สภาวิชาชีพ สมาคม อบจ. แห่งประเทศไทย และชมรมผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เข้ามาบูรณาการเครื่องมือ กฎหมาย และกระบวนการมีส่วนร่วม เพื่อสนับสนุนโรงพยาบาลแม่ข่าย รพ.สต. และทีมสุขภาพปฐมภูมิให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนเพื่อ หนุนเสริมกลไกปฏิบัติการในระดับพื้นที่ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม อาทิ การสร้างความร่วมมืออย่างไร้รอยต่อระหว่างหน่วยงานต่างสังกัด: หนุนเสริมการจัดทำแนวทางความร่วมมือและการใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่าง กระทรวงสาธารณสุข อบจ. รพ.สต. ถ่ายโอน และโรงพยาบาลแม่ข่าย เพื่อให้การดูแล ส่งต่อ และติดตามผู้ป่วยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง สะดวก และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

การปรับ Mindset และสื่อสารสังคม: สื่อสารสร้างความเข้าใจและความมั่นใจแก่ประชาชนและผู้บริหารทุกระดับ ให้เห็นความสำคัญของการดูแลตนเอง (Self-care) และการมี "ทีมหมอครอบครัวและแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว" เป็นที่ปรึกษาสุขภาพใกล้บ้านใกล้ใจ ช่วยลดภาระงานของโรงพยาบาลใหญ่

การเปลี่ยนผ่านสู่การบริการที่เน้นคุณค่า (Value-based Care): ร่วมสนับสนุนทิศทางยกระดับบริการปฐมภูมิปี 2570 ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์สุขภาพของประชาชนเป็นหลัก เพิ่มประสิทธิภาพระบบข้อมูลสารสนเทศ และสร้างเกราะป้องกันโรคเรื้อรังตั้งแต่ระดับชุมชน

สช. และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน มุ่งหวังว่ากลไกการทำงานร่วมกันในลักษณะ "หนุนเสริม-เชื่อมโยง-ไม่ซ้ำซ้อน" จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพปฐมภูมิไทยตามหลัก S-A-F-E (Sustainability, Adequacy, Fairness, Efficiency) เพื่อให้คนไทยทุกคนได้รับการดูแลสุขภาพอย่างเท่าเทียม มีคุณภาพ และปลอดภัยอย่างยั่งยืน

 

ด้าน นพ.อภิสรรค์ บุญประดับ ผู้อํานวยการกองสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ อนุกรรมการและเลขานุการฯ ให้ข้อมูลว่า ช่องว่างที่ยังพบอยู่ในปัจจุบันในเขตเมืองจะพบเยอะกว่าต่างจังหวัด คือเรื่องที่ว่า ประชาชนรู้จักทีมปฐมภูมิหรือไม่ และมีความมั่นใจในทีมแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว หรือมีความมั่นใจในทีมปฐมภูมิที่ดูแลรับคำปรึกษามากน้อยแค่ไหน ดังนั้นคณะอนุกรรมการชุดนี้จึงมีองค์ประกอบอยู่ 3 ส่วน ก็คือฝั่งที่เป็นด้านนโยบาย ท้องถิ่น กองทุน และส่วนงานวิจัย ซึ่งมี กระทรวงสาธารณสุข สปสช. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สช. สสส. สวรส. และในส่วนที่เป็นภาคส่วนขององค์กรวิชาชีพและวิชาการ มีสภาวิชาชีพต่างๆ อาทิ ทันตแพทยสภา แพทยสภา สภาการพยาบาล แพทย์แผนไทย เภสัช สภาการสาธารณสุข สมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย ตัวแทนท้องถิ่นและเครือข่ายผู้บริหารหน่วยบริการ ไม่ว่าจะจัดทั้งสมาคม อบจ. แห่งประเทศไทย ชมรมแพทย์ สสจ. ชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน รพส. รพท. ชมรม รพ.สต. แห่งประเทศไทย ชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย 

เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ามีทั้งมุมของวิชาการ ในมุมของผู้ให้บริการในมุมของนโยบาย ซึ่ง คณะอนุกรรมการชุดนี้ เป็นเวทีที่อาศัยข้อเสนอแสดงความคิดเห็นเพื่อที่จะดูว่าบทบาทความร่วมมือต่างๆ เพื่อจะดำเนินการอย่างไร หรือว่าจะตรงส่วนของภารกิจของแต่ละภาคส่วนต่างๆ มาร่วมกันปิดช่องว่าง หรือว่าสร้างความรับรู้ของประชาชนให้เพิ่มมากขึ้นได้

การพัฒนา “ระบบสุขภาพปฐมภูมิ” ที่เข้มแข็ง ทั้งในและนอกสถานบริการปฐมภูมิ คือ การดูแลตนเองตั้งแต่ระดับบุคคล (Self care) ระดับชุมชน (Community care) ไปจนถึงระดับสถานบริการปฐมภูมิ โดยการเน้นที่การส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมป้องกันโรค การดูแลรักษาพยาบาลในเบื้องต้นได้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย จะช่วยลดปัญหาด้านภาระค่าใช้จ่ายของระบบสุขภาพไทย และความแออัดในสถานพยาบาลขนาดใหญ่ลงได้ ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในชุมชน ทั้งบุคลากรจากในและนอกภาคส่วนสุขภาพ ตลอดจนทิศทางนโยบายของประเทศที่ให้การสนับสนุนเรื่องการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ เพื่อให้เป้าหมายระบบสุขภาพไทยที่เป็นธรรมและยั่งยืน ที่เน้นหลักการสำคัญในเรื่อง
“S-A-F-E” หรือ Sustainability (ความยั่งยืน) Adequacy (ความเพียงพอ) Fairness (ความเป็นธรรม) และ Efficiency (ความมีประสิทธิภาพ) ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เกิดขึ้นได้จริง ... คำสั่งแต่งตั้ง https://www.nationalhealth.or.th/storage/downloads/637f0c6d-6cc2-4a30-9c03-1e4dfccc48b8/Appointment_Order16-09-69.pdf

NHCO Q&A