ห่วงผู้สูงวัยเสี่ยงเสียชีวิตโดดเดี่ยว สมัชชาสุขภาพ ลุยพัฒนาข้อเสนอ สร้างระบบคุ้มครอง-ฐานข้อมูล


image

เวทีพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 เห็นพ้องสร้างฐานข้อมูลและพัฒนาระบบคุ้มครองผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงต่อการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว หลังพบแนวโน้มผู้สูงอายุที่จะเสียชีวิตตามลำพัง สูงถึง 47,000 คนต่อปี ลุยพัฒนานโยบายสาธารณะผ่านสมัชชาเฉพาะประเด็น พร้อมวางกรอบทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายใน 3 ส่วน

 

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ระหว่างวันที่ 28-29 ตุลาคม 2569 ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี ภายใต้ประเด็นหลัก “สังคมอยู่ดีมีพลัง : นโยบายสาธารณะเชิงบวกด้วยหัวใจ” ซึ่งภายในงานมีเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย เรื่อง “การคุ้มครองผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงต่อการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว” โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนมาก

 

รศ. ดร.สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์ นักวิชาการสาธารณสุข เปิดเผยว่า แม้ประเทศไทยจะมีหน่วยงานทำงานเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ แต่ยังขาดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ยังไม่มีฐานข้อมูลผู้สูงอายุที่อยู่เพียงลำพัง ไม่มีนโยบายหรือมาตรการเฉพาะเพื่อรองรับการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวของคนกลุ่มนี้ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบการคุ้มครองผู้สูงอายุเชิงรุกแบบบูรณาการ ครอบคลุมการป้องกัน คุ้มครอง ดูแล เพื่อให้ผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่ตกหล่นจากระบบ ได้รับการคุ้มครองสิทธิองค์รวมในทุกช่วง จนถึงระยะท้ายของชีวิต โดยไม่ถูกทอดทิ้งหรือเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว

“การขับเคลื่อนระบบคุ้มครองกลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุที่จะเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในประเทศไทย มีทุนอยู่มากที่จะสนับสนุนให้เกิดการแก้ปัญหา โดยเฉพาะทุนทางสังคมและชุมชน ที่จำเป็นต้องหนุนเสริม เพราะเป็นกลไกที่ใกล้ชิด สามารถเข้าถึงผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางได้ง่ายที่สุด” รศ. ดร.สมศักดิ์ กล่าว

รศ. ดร.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์ดังกล่าว จึงมีการเตรียมพัฒนานโยบายสาธารณะผ่านกระบวนการสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นว่าด้วยการพัฒนาระบบคุ้มครองกลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุที่จะเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวของประเทศไทย โดยมีกรอบทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายใน 3 ส่วน

ทั้งนี้ประกอบด้วย 1. ข้อเสนอนโยบายเชิงป้องกัน เพื่อการพัฒนาระบบการค้นหา คัดกรอง ขึ้นทะเบียน และประเมินความเสี่ยงเชิงรุก เพื่อการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงสูงอายุที่อาศัยอยู่ลำพัง เช่น พัฒนาระบบคัดกรอง พัฒนาระบบฐานข้อมูล พัฒนาความพร้อมของท้องถิ่น 2. ข้อเสนอนโยบายคุ้มครองดูแล เพื่อรองรับกับสถานการณ์กลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ลำพังในปัจจุบัน เช่น พัฒนาระบบเฝ้าระวัง พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม 

3. ข้อเสนอนโยบายเชิงปรับปรุงและพัฒนาเพื่อรองรับกับสถานการณ์กลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุสำหรับการดูแลในระยะท้ายของชีวิต เช่น พัฒนาระบบการดูแลระยะยาว สิทธิในการแสดงเจตนาในวาระสุดท้าย ส่งเสริมระบบจัดการความตายสำหรับกลุ่มเสี่ยงที่มีความต้องการจัดการร่างกายและทรัพย์สิน ทั้งระหว่างและหลังเสียชีวิต ปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวให้ทันต่อสถานการณ์

 

พ.ต.ณัฏฐพงศ์ วัลลภศิริ กรรมการสมาคมกู้ชีพบัวเพชร กล่าวถึงภารกิจรายวันของทีมกู้ชีพกู้ภัย ว่า ต้องเจอกรณีผู้สูงอายุเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวลำพังอยู่บ่อยครั้ง ไม่เว้นแม้แต่หลังเสียชีวิตแล้ว โดยพบว่าผู้เสียชีวิตยังต้องโดดเดี่ยวจากปัญหาไร้ญาติรับร่างไปประกอบพิธีการทางศาสนา จากปัญหาที่เกิดขึ้น สมาคมฯ จึงมีโครงการให้ยืมอุปกรณ์ทางการแพทย์แก่กลุ่มเปราะบาง และโครงการบ้านหลังสุดท้าย เพื่อติดตามสถานการณ์และเก็บข้อมูลกลุ่มเสี่ยง แต่ก็ยังไม่ครอบคลุม จากปัญหากำลังคนและงบประมาณ

“โครงการให้ยืมอุปกรณ์ทางการแพทย์แก่กลุ่มเปราะบาง ช่วยให้เรามีข้อมูลและสามารถติดตามความคืบหน้าของกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเปราะบาง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทันท่วงที แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องกำลังคนและงบประมาณ ทำให้ยังไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง เราพบว่า ยังมีผู้สูงอายุจำนวนมากที่อยู่ลำพัง เมื่อเจ็บป่วย ต้องดูแลตัวเองตามลำพัง กรณีเข้าไม่ถึงการดูแลรักษา สุดท้ายก็นำไปสู่การเสียชีวิตอย่างลำพังและโดดเดี่ยว” พ.ต.ณัฏฐพงศ์ กล่าว

 

คุณขวัญใจ แจ่มทิม ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองบึงยี่โถ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า ฐานข้อมูลมีความสำคัญต่อการรับมือสถานการณ์นี้ อย่างเช่นที่ผ่านมา เทศบาลเมืองบึงยี่โถเดินหน้าเก็บข้อมูลจนสามารถจำแนกกลุ่มผู้สูงอายุแต่ละประเภท สำหรับออกแบบนโยบายและกิจกรรมที่เหมาะสม โดยดึงทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมดูแลผู้สูงอายุทุกช่วง จนถึงระยะสุดท้ายของชีวิต เพื่อไม่ให้ถูกทอดทิ้งหรือเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว

 

นพ.ปรีดา แต้อารักษ์ ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การรับมือปัญหาผู้สูงอายุเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ขับเคลื่อนเพียงลำพังไม่ได้ ทุกภาคส่วนต้องบูรณาการร่วมกันอย่างจริงจัง อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกันพัฒนาระบบคัดครองและประเมินความเสี่ยง กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกันส่งเสริมวัฒนธรรมความกตัญญูและสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พัฒนาระบบเฝ้าระวังทางสังคมโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานด้านสาธารณสุขและพัฒนาสังคม ร่วมกันพัฒนาระบบบริการสุขภาพ  

อย่างไรก็ตาม จากเวทีแลกเปลี่ยนเห็นร่วมกันว่าควรมีการสร้างช่องทางแจ้งเหตุหรือขอรับความช่วยเหลือที่มีเอกภาพ ไม่ซับซ้อน บูรณาการข้อมูลและการทำงานระหว่างการแพทย์และสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาเทคโนโลยีเฝ้าระวัง ติดตาม ดูแล และให้การช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยงอย่างทันท่วงที 

“การรับมือปัญหาผู้สูงอายุเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ขับเคลื่อนเพียงลำพังไม่ได้ ทุกภาคส่วนต้องบูรณาการร่วมกันอย่างจริงจัง” นพ.ปรีดา กล่าว 

 

NHCO Q&A