จากข้อมูลดัชนีความอยู่ดีมีสุข หลายจังหวัดเห็นชัด เศรษฐกิจดีแต่คุณภาพชีวิตของ ประชาชนไม่ดีตามไปด้วย โจทย์ใหญ่ที่ประเทศต้องหันกลับมามองก่อนสายเกินแก้ จึงวัดเรื่อง เศรษฐกิจมุมเดียวไม่ได้ เพราะจำนวนเงินในกระเป๋าไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่ง หลายพื้นที่แลกการเติบโตทาง ศก.ด้วยมลพิษและสุขภาพ

ที่ประชุมเห็นรายงานสถานการณ์ความอยู่ดีมีสุขของคนไทย ข้อมูลชี้ชัดมีเรื่องต้องทำอีกเพียบ! คสช.หนุน! นำข้อมูลเป็นกระจกสะท้อนชี้เป้า สร้างการรับรู้ในพื้นที่ เน้นกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น โดยรองนายกฯ นำถกในที่ประชุม พร้อมย้ำ! อปท.เป็นแกนนำประสานการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตรอบด้าน
เปิดมติสำคัญถกคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ที่ประชุมรับทราบผลการพัฒนา “4 ระบบข้อมูล” ของ สช. เชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงาน-โครงการ-ภาคีเครือข่าย ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ-พัฒนาขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ขณะเดียวกันเห็นชอบมติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นแก้ปัญหาสารพิษแม่น้ำกก สาย รวก โขง ลุยมาตรการ 6 ด้าน ชง ครม. เคาะเป็นกรอบการปฏิบัติ พร้อมเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิแบบมีส่วนร่วม
ที่ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2569 ซึ่งมี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน คสช. เป็นประธานการประชุม มีมติรับทราบการพัฒนาเชื่อมโยงระบบข้อมูลสำหรับการนำไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการนโยบาย ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้พัฒนาขึ้น รวม 4 ระบบ ที่จะนำไปสู่การออกแบบและพัฒนานโยบายสาธารณะได้อย่างครบถ้วนรอบด้าน สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในการพัฒนาระบบข้อมูลฯ ในอนาคต

สำหรับระบบข้อมูลที่ สช. พัฒนาขึ้น ทั้ง 4 ระบบ ประกอบด้วย 1. ระบบข้อมูลทรัพยากรทางสังคมและสุขภาพเพื่อเสริมศักยภาพพื้นที่ (SHARE) เป็นระบบบูรณาการข้อมูลโครงการและภาคีเครือข่ายการดำเนินงานในระดับพื้นที่ของ 4 องค์กร ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) แสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) เป็นระบบที่ช่วยให้เห็นภาพรวมของภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่ ทั้งด้านบทบาท ความเชี่ยวชาญ การกระจายตัว ตลอดจนโครงการที่ได้รับการสนับสนุน ช่วยให้ผู้บริหารสามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผนและตัดสินใจเชิงนโยบายและการร่วมทำงานกับภาคีได้อย่างเหมาะสม แม่นยำ และเกิดประสิทธิผลสูงสุด
2. ระบบข้อมูลดัชนีความอยู่ดีมีสุขของประชากรและสังคมไทย (TWBI) เป็นระบบข้อมูลที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง 9 องค์กรภาคี ได้แก่ สช. สสส. สปสช. พอช. สวรส. นิด้า บพท. สพฉ. และ สรพ. โดยนำดัชนีย่อยจากมิติ 5 ด้าน คือ สุขภาพ สังคมและเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ การมีส่วนร่วมของประชาชนและความเข้มแข็งของชุมชน มาประมวลความอยู่ดีมีสุข ซึ่งถือเป็นตัวแทนของระบบสุขภาพในระดับจังหวัดและระดับประเทศ สามารถนำไปใช้วิเคราะห์ร่วมกับระบบ SHARE เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่
3. ระบบสารสนเทศเกี่ยวข้องกับมาตรา 12 เป็นระบบสำหรับการบริหารจัดการหนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธบริการสาธารณสุขเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตหรือ Living Will แบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Living Will) ตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 โดยมีการเชื่อมโยงกับระบบต่างๆ อาทิ ThaiD หมอพร้อม เป๋าตัง ทางรัฐ Health Link ฯลฯ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิสุขภาวะในช่วงท้ายของชีวิต และลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนจากการรักษาที่เกินความจำเป็นได้ ตลอดจนให้แพทย์เข้าถึงข้อมูลได้ทันเวลาภายใต้ธรรมาภิบาลข้อมูล
4. ระบบข้อมูลเฝ้าระวังและติดตามสุขภาวะของประชากรและสังคม เพื่อสนับสนุนการจัดทำรายงานสถานการณ์ระบบสุขภาพไทย เป็นการใช้เทคโนโลยีด้านดิจิทัลและเครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อติดตามข้อมูลระบบสุขภาพไทยแบบทันสถานการณ์ พร้อมวิเคราะห์ช่องว่างทางนโยบาย คาดการณ์ทิศทาง และให้ข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานองค์กรที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อให้เกิดการพัฒนาและขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทย โดยเลือกตัวชี้วัดที่เหมาะสมอ้างอิงตามธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2565



นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ถือเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารงานตามนโยบายของรัฐบาลที่จะมุ่งสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งการพัฒนาระบบข้อมูล 4 ระบบนี้ นอกจากจะช่วยให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์และการทำงานที่จะนำไปสู่การเพิ่มความแม่นยำและออกแบบนโยบายสาธารณะได้อย่างตรงจุดแล้ว ยังมีส่วนสำคัญในการช่วยให้หน่วยงานต่างๆ สามารถตัดสินใจเชิงรุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติสุขภาพ และสุขภาวะ ที่จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์และคาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์ล่วงหน้า ซึ่งระบบข้อมูลจะช่วยให้สามารถวางแผนได้แบบครบวงจร ลดความซ้ำซ้อน และมองเห็นต้นตอของปัญหาได้อย่างชัดเจนขึ้น อันจะนำไปสู่การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต่อไป
“ข้อมูลที่รอบด้านจะมีส่วนช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญนั้นเกิดประสิทธิผล โดยเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2569 ที่ประชุม ครม. ได้เห็นชอบ 5 มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 พ.ศ. 2568 และล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2569 ครม. ก็ได้เห็นชอบมติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น เพื่อลดโรคไม่ติดต่อหรือ NCDs โดยมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ รับไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งระบบข้อมูลของ สช. ทั้ง 4 ระบบนี้ จะมีส่วนสนับสนุนการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพทั้งหมดที่ ครม. เห็นชอบได้เป็นอย่างดี” นายทรงศักดิ์ กล่าว
สำหรับ 5 มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 ที่ ครม. ให้ความเห็นชอบ ประกอบด้วย 1. การสร้างโอกาสในเศรษฐกิจสูงวัย 2. ระบบสุขภาพเชิงรุกท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ 3. การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ 4. ระบบบริหารจัดการเพื่อสุขภาวะในวิกฤตซ้อนวิกฤต และ 5. กลไกขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับพื้นที่
และอีกหนึ่งมติที่ ครม. ให้ความเห็นชอบคือ มติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น ว่าด้วยการสานพลังสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ ซึ่งรวมถึงนโยบายทางการคลังสนับสนุนการใช้หลักการทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เพื่อลดโรคไม่ติดต่อ (NCDs)
วันเดียวกัน ที่ประชุม คสช. ยังมีมติเห็นชอบ มติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นว่าด้วย การแก้ไขปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกก สาย รวก โขง ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2569 โดยมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่ครอบคลุมแนวทางการขับเคลื่อนใน 6 ด้าน ประกอบด้วย 1. การยกระดับปัญหาการปนเปื้อนมลพิษในแหล่งน้ำข้ามพรมแดนเป็นวาระแห่งชาติ 2. การแก้ไขปัญหาที่ต้นกำเนิดผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ 3. การเฝ้าระวังเชิงรุกด้านสิ่งแวดล้อม ห่วงโซ่อาหาร และสุขภาพ 4. การลดความเสี่ยงการรับสัมผัสสารโลหะหนักผ่านน้ำดื่มและน้ำใช้ 5. กลไกการเยียวยาและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ 6. การพัฒนาระบบข้อมูลและการสื่อสารความเสี่ยงอย่างโปร่งใส โดย คสช. จะเสนอต่อ ครม. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการตามกฎหมายและบทบาทหน้าที่ต่อไป
นอกจากนี้ ที่ประชุม คสช. ยังมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการประสานการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิแบบมีส่วนร่วม โดยให้มีองค์ประกอบผู้แทนจากภาควิชาการ ภาคนโยบาย ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน จำนวนไม่เกิน 25 คน เพื่อทำหน้าที่ประสานความร่วมมือหลากหลายภาคส่วน ในการร่วมกันพัฒนาและยกระดับระบบสุขภาพปฐมภูมิ ตลอดจนจัดกระบวนการสมัชชาสุขภาพเพื่อพัฒนาข้อเสนอและสร้างฉันทมติของทุกภาคส่วนในสังคม ต่อการพัฒนาและยกระดับระบบสุขภาพปฐมภูมิที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาด้านภาระค่าใช้จ่ายของระบบสุขภาพไทย และความแออัดในสถานพยาบาลขนาดใหญ่


พร้อมกันนี้ ที่ประชุม คสช. ยังได้รับทราบความก้าวหน้าการจัด สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 พ.ศ. 2569 ซึ่งมีกำหนดจัดวันที่ 28-29 ต.ค. 2569 ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี ภายใต้ประเด็นหลัก (Theme) “สังคมอยู่ดีมีพลัง: นโยบายสาธารณะเชิงบวกด้วยหัวใจ” โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาระเบียบวาระ จำนวน 2 ประเด็น ได้แก่ 1. การสร้างเสริมสุขภาวะบนพื้นฐานสิ่งแวดล้อม 2. การพัฒนาระบบนิเวศที่ส่งเสริมสุขภาวะของกลุ่มเริ่มต้นทำงานใหม่

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการ คสช. กล่าวว่า ระเบียบวาระทั้ง 2 ประเด็น ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาร่างเอกสารเพื่อเข้าสู่การพิจารณาในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 นั้น จะมีการนำไปจัดเวทีรับฟังความเห็นระดับประเทศ ในวันที่ 7 และ 9 ต.ค. 2569 ตามลำดับ เพื่อให้เกิดการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจนนำไปสู่การมีข้อเสนอนโยบายที่ชัดเจน รวมทั้งเกิดการรับรู้และความเข้าใจจนสามารถร่วมขับเคลื่อนตามบริบทของแต่ละภาคส่วนได้ โดยหลังจากนั้นจะมีการจัดเวทีเตรียมความพร้อมเครือข่ายพื้นที่ระดับภูมิภาค ช่วงวันที่ 19-21 ต.ค. 2569 เพื่อให้เครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดสามารถจัดอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จนนำไปสู่การมีข้อเสนอที่ชัดเจน พร้อมนำความเห็นขององค์กรเครือข่ายของตน มาเสนอในที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ วันที่ 28-29 ต.ค. 2569 ที่จะสามารถร่วมสนับสนุนและขับเคลื่อนตามบริบทของแต่ละเครือข่ายต่อไป
อนึ่ง สามารถเข้าถึงระบบข้อมูลสำหรับการนำไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการนโยบาย ได้ที่เว็บไซต์ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) https://www.nationalhealth.or.th/ หรือ https://infocenter.nationalhealth.or.th/


