แก้ NCDs ไม่ใช่แค่เรื่องของหมอแต่เป็นเรื่องของเราทุกคน ‘สช.-ภาคี’ รุกเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการลดโรคไม่ติดต่อสร้างแรงจูงใจ เชื่อมกลไก Ecosystem ใช้พลังนโยบาย ปรับสภาพแวดล้อม และสร้างแรงจูงใจ ให้ "สุขภาพดี" เป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้ง่ายของคนไทย

NCD Ecosystem Forum 2026 วันแรก ตอกย้ำภารกิจสู้ NCDs ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ พร้อมใช้มาตรการ “สร้างแรงจูงใจ-บังคับ” เปลี่ยนพฤติกรรม “นักวิชาการ ม.อ.” ระบุ NCDs Ecosystem จะยั่งยืนได้อยู่ที่ชุมชนและท้องถิ่น เสนอเชื่อมโยงกลไก “ตำบล-อำเภอ-จังหวัด-เขต-ประเทศ” กับประเด็นขับเคลื่อน ขณะที่ สช. มั่นใจ แก้ NCDs สำเร็จได้ด้วยการเปลี่ยนระบบให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดี พร้อมชวนคิดจะทำอย่างไร ทำให้ทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพของประชาชน เป็นสิ่งใกล้ตัวและประชาชนเข้าถึง ได้ในชีวิตประจำวัน

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย จัดงาน NCD Ecosystem Forum 2026 “Healthy Public Space for All: พื้นที่สาธารณะเพื่อสุขภาวะสำหรับทุกคน” ระหว่างวันที่ 16-17 ก.ค. 2569 เพื่อสื่อสารผลลัพธ์และถอดบทเรียนการขับเคลื่อนเชิงนโยบายด้านการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs Ecosystem) ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ และการร่วมกันจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายพร้อม Roadmap สำหรับการขับเคลื่อนในระยะต่อไป ทั้งในระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ
นายสมเกียรติ พิทักษ์กมลพร ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า NCDs เป็นปัญหาที่ท้าทายสังคมไทยที่กำลังอยู่ในสถานการณ์สังคมสูงวัยเป็นอย่างมาก เพราะ NCDs เป็นสาเหตุการเสียชีวิต 3 ใน 4 ของคนไทย และของคนทั่วโลก หรือราว 75% ฉะนั้นสิ่งที่ทุกคนกำลังร่วมกันเผชิญอยู่จึงใหญ่และสำคัญ ความร่วมไม้ร่วมมือในการสร้าง NCDs Ecosystem ผ่านการดำเนินการต่างๆ เช่น การส่งเสริมกิจกรรมทางการ การสร้างพื้นที่สาธารณะ การผลักดันอาหารปลอดภัย การดูแลสุขภาพจิต ฯลฯ จะมีส่วนช่วยนำพาประเทศไทยเผชิญหน้ากับความท้าทายในอนาคตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
สำหรับการจัดการกับ NCDs หากพิจารณาจากการดำเนินการสร้าง Ecosystem แล้ว ชัดเจนว่าไม่ใช่ภาระของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) หรือบุคลากรด้านสุขภาพเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานและทุกองค์กรจะต้องเข้ามาร่วมกัน โดยเฉพาะในมิติทางสังคมและสภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกกระทรวง ทบวง กรม ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ภาคธุรกิจเอกชน ฯลฯ มีบทบาทสำคัญในการดำเนินการออกแบบและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค สธ. กล่าวถึงทิศทางการขับเคลื่อน NCDs Ecosystem ประเทศไทยว่า หากต้องการขับเคลื่อน Ecosystem ให้ยั่งยืน จำเป็นต้องดำเนินการใน 3 ระดับ หรือ 3 level ควบคู่ไปพร้อมๆ กัน คือทั้งระดับบน (Macro-level) ระดับกลาง (meso-level) และระดับล่าง (Micro-level) โดยระดับบน หรือระดับนโยบาย ปัจจุบันมีการดำเนินการอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนผ่านกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติแล้ว นั่นเพราะเรื่อง NCDs ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยภาคสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องร่วมกับภาคสังคมและภาคส่วนอื่นๆ มีระบบการเงิน (Finance) เข้ามาสนับสนุน เช่น กลไกกองทุนสุขภาพตำบล หรือ กปท. ตลอดจนมีการออกกฎหมายรองรับ (Legislation) เช่น กฎหมายภาษีน้ำเชื่อม กฎหมายความเค็ม ฯลฯ เข้ามาร่วม
ในส่วนของระดับกลาง คือการสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นและสิงคโปร์ที่มีต้นไม้เป็นอย่างมาก ประชาชนสามารถเดินได้ ฯลฯ หรือสร้างสภาพแวดล้อมในบริษัทภาคเอกชนจนช่วยให้บุคลากรมีสุขภาพที่ดีและประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ซึ่งการดำเนินงานทั้งหมดนี้ต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่าช่วยทำให้ health outcome หรือผลลัพธ์ทางสุขภาพของประชาชนดีขึ้นอย่างไร ขณะที่ระดับล่าง ต้องทำทั้งมิติบุคคล (Individual) และในระดับชุมชน (community) เช่น ประชาชนรู้ว่าอ้วนไม่ดีและอยากลดน้ำหนัก แต่ถามว่ามีอาหารสุขภาพดีที่ราคาเหมาะสมให้กับเขาหรือไม่ เหล่านี้คือ Ecosystem และสิ่งที่สำคัญคือการผลักดันข้อมูลไปสู่ประชาชนและชุมชน และต้องทำงานร่วมกับ อปท. เพราะ อปท. ใกล้ชิดประชาชนมากกว่าส่วนกลาง

นายสมเกียรติ พิทักษกมลพร ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวถึงแนวทางการสร้าง Healthy Choice ของประเทศไทยว่า ในอดีตหากพูดถึงการจัดการ NCDs สิ่งแรกที่มักทำคือการสร้างความรู้ (health literacy) แต่เมื่อเวลาผ่านไปจึงพบว่าอาจไม่ได้ผล จึงมีการเปลี่ยนแปลงว่า หากต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคน จำเป็นต้องสร้างสิ่งที่จะมาบังคับและมาจูงใจ ซึ่งไม่ใช่เพียงในระดับปัจเจกหรือระดับบุคคล แต่ต้องมองไปถึงภาคการผลิตและภาคธุรกิจเอกชนด้วย เช่น มาตรการทางภาษี หรือการดำเนินกิจกรรมจูงใจ เช่น โครงการวิ่งแลกแว่น ซึ่งเป็นตัวอย่างกิจกรรมที่ประชาชนสนใจมาก
นอกจากนี้ หากแบ่งคนออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มคนปกติ กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มผู้ป่วย จะพบว่ากลุ่มสุดท้าย หรือกลุ่มผู้ป่วยนั้นมีภาคสาธารณสุขเข้ามาจัดการ แต่ขณะที่อีกสองกลุ่ม คือกลุ่มปกติและกลุ่มเสี่ยง จำเป็นต้องมี non health-sector เช่น ภาคสังคม ภาคธุรกิจเอกชน ภาคท้องถิ่น ฯลฯ เข้ามาร่วมกันดำเนินการ มากไปกว่านั้นยังพบว่า ประชาชนแต่ละช่วงวัยมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ดังนั้นการจัดการจึงต้องแตกต่างกัน เช่น กลุ่มวัยเด็ก ต้องเข้าไปจัดการที่โรงเรียน ซึ่งมีการดำเนินการผ่านธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษาแล้ว ส่วนกลุ่มวัยทำงาน ก็ต้องเข้าไปดำเนินการสถานที่ทำงาน การสร้างแรงจูงใจ มาตรการให้กับพนักงาน ทั้งเรื่อง อาหาร ออกกำลังกาย อาทิ การทำ healthy Workplace เป็นต้น
สำหรับการทำงาน การเชื่อมโยง 3 ระดับ ในการขับเคลื่อน NCD Ecosystem Top-Down + Bottom up เชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติและสะท้อนข้อมูลกลับเพื่อพัฒนานโยบาย คือระดับนโยบาย จังหวัด และพื้นที่ 3 ส่วนนี้ทำงานเชื่อมกัน กล่าวคือ 1. ระดับนโยบาย (Top-Down) กำหนดทิศทาง ออกกฎหมายหรือมาตรการภาษี การจัดสรรงบประมาณประเทศ 2. ระดับจังหวัดหรืออำเภอ เป็นศูนย์กลางแปลงนโยบายเป็นแผน บูรณาการภาคี 3. ระดับพื้นที่ ออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับบริบท ส่งเสริมพฤติกรรมและสะท้อนปัญหา
“การแก้ปัญหา NCDs จะไม่สำเร็จหากมุ่งเปลี่ยนแปลงเฉพาะพฤติกรรมของแต่ละคน แต่จะสำเร็จได้เมื่อเราเปลี่ยน “ระบบ” ให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดี เพราะพฤติกรรมของคนถูกกำหนดจากสิ่งแวดล้อม นโยบาย และแรงจูงใจรอบตัว การสร้าง Healthy ecosystem จึงเป็นการออกแบบทั้งเมือง ชุมชน โรงเรียน สถานประกอบการ และระบบเศรษฐกิจ ให้ทุกคนสามารถเลือกวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ ได้โดยง่ายและต่อเนื่อง หากจะพูดถึงคีย์เวิร์ดสำคัญของการสร้าง Healthy Choice ก็คือ การทำให้สิ่งที่ดีต่อสุขภาพเป็น 'ทางเลือกที่ง่ายที่สุด' ของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ดี พื้นที่สำหรับการมีกิจกรรมทางกาย การเดินทางที่เอื้อต่อสุขภาพ หรือมาตรการและแรงจูงใจที่ช่วยให้การดูแลสุขภาพกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน” นายสมเกียรติ กล่าว

ดร.เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) กล่าวถึงการบูรณาการกลไกความร่วมมือในการสร้างและผลักดันนโยบายสาธารณะ NCD Ecosystem ว่า การสร้างความยั่งยืนของ NCD Ecosystem อยู่ที่ชุมชนและท้องถิ่น ฉะนั้นจึงต้องเริ่มจากการพิจารณาทรัพยากรและกลไกแต่ละระดับที่พื้นที่มี ซึ่งจะมีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนและสร้างความยั่งยืน แบ่งออกระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศ
สำหรับระดับตำบล มี 2 เรื่องสำคัญที่ต้องทำ คือการส่งเสริมให้คนมีกิจกรรมทางกายลดภาวะเนือยนิ่ง และส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ ซึ่งพบว่ามีกลไกกองทุน กปท. และชมรมออกกำลังกายอยู่ ส่วนระดับอำเภอ มีกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ที่สามารถกำหนดเรื่องกิจกรรมทางกายเป็นนโยบายของอำเภอได้ โดยกำหนดให้ทุกตำบลต้องทำเรื่องนี้
ในระดับจังหวัด มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์จังหวัด ซึ่งสามารถผลักประเด็นกิจกรรมทางกายเข้าไปอยู่ในแผนพัฒนาจังหวัดในมิติการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ ตลอดจนการใช้กลไกสมัชชาสุขภาพจังหวัด และกลไกท้องถิ่นอย่าง อบจ. ซึ่งดูแลโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และมีงบประมาณ โดย อบจ.สามารถกำหนดให้เรื่อง NCDs เป็นตัวชี้วัดของ รพ.สต. ได้ มากไปกว่านั้นยังมีกลไกกองทุนสุขภาพจังหวัดที่จะเป็นเครื่องมือให้อีกหลายหน่วยงานขอรับการสนับสนุนโครงการเรื่อง NCDs ได้ รวมถึงการทำแผนร่วมทุนกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ด้วย
ขณะที่ระดับเขต มีกลไกคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) ที่สามารถกำหนดวาระได้ แล้วทำงานกับเขตบริการสุขภาพซึ่งมีงบประมาณอยู่ ส่วนระดับประเทศ มีหน่วยงานนโยบายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับ NCDs
“กลไกในแต่ละระดับจะช่วยให้เกิดการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ดี เราอาจใช้กลไกจากข้างล่าง พอได้รูปธรรมค่อยขยับขึ้นไปข้างบน โดยหลายๆ อำเภอในตำบลเดียวกันทำข้อมูลสถานการณ์ในพื้นที่ ออกแบบแผนงาน และดำเนินการจนเกิดเป็นผลลัพธ์ที่ดี ก่อนจะขยายผลไปยัง พชอ. เมื่อหลายๆ อำเภอทำก็จะถูกนำไปกำหนดเป็นนโยบายระดับจังหวัด หรือผลักดันในระดับเขต จนกลายเป็นข้อเสนอในระดับประเทศไทย ในขณะเดียวกันก็มีกลไกจากข้างบนลงล่าง คือจากระดับนโยบายลงไปสู่การปฏิบัติพื้นที่นำร่อง ปลายทางคือประชาชนมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น ลดภาวะเนือยนิ่ง ซึ่งจะมีส่วนทำให้ NCDs ลดลง แต่สิ่งสำคัญมากที่จะต้องทำคือการปรับสภาพแวดล้อม” ดร.เพ็ญ กล่าว
ดร.เพ็ญ กล่าวถึงขั้นตอนการบูรณาการความร่วมมือในระดับจังหวัดซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1. สร้างกลไกคณะทำงาน กำหนดคณะทำงานระดับจังหวัด วิเคราะห์ภาคี ประสานความร่วมมือ 2. รวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่ เก็บรวบรวมข้อมูล Baseline คืนข้อมูล จัดทำแผน 3. ผลักดันแผนสู่การปฏิบัติ ผ่านงบประมาณกลไก กปท. แผนร่วมทุน งบหนุนเสริมกระบวนการ งบท้องถิ่น ฯลฯ 4. หน่วยงาน องค์กรเครือข่ายที่ได้รับทุนดำเนินงานตามแผนโครงการ 5. ประเมินผลลัพธ์ถอดบทเรียนขยายผลเชิงนโยบาย



