
20 มีนาคม 69 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดประชุมคณะกรรมการสนับสนุนและติดตามการขับเคลื่อนธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3 ครั้งที่ 1/2569 ติดตามความคืบหน้าของธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3 และการเตรียมความพร้อมมุ่งสู่ฉบับที่ 4 พร้อมให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีการรายงานความสำเร็จในการขยายผลธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ และธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษา ซึ่งเน้นการสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายระดับท้องถิ่นและหน่วยงานภาครัฐเพื่อความยั่งยืน ทั้งนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาโครงการวิจัยเชิงกลไกเพื่อสังเคราะห์บทเรียนจากการทำงานร่วมกับภาคีคูขนานไปกับการจัดทำตัวชี้วัดความฉลาดทางสุขภาวะของประชาชนไทย เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเป็นไปอย่างครอบคลุมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังตามเจตนารมณ์หลักของธรรมนูญสุขภาพ

นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา ประธานกรรมการสนับสนุนและติดตามการขับเคลื่อนธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3 กล่าวว่า ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 4 นั้นเป็นเรื่องท้าทาย และเห็นชัดเรื่องการเปลี่ยนแปลงในยุคเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI ซึ่งเป็นผลการพัฒนาต่อการพัฒนาระบบสุขภาพที่มีการใช้ AI มาช่วยผลักดันเรื่องของความแม่นยำของการบริการด้านสุขภาพมากขึ้น ซึ่งที่สำคัญที่สุดคือการบูรณาการเรื่องการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และสำคัญที่สุดคือ การมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งหลักการสำคัญของธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ คือ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ทั้งนี้ สช.มีการจัดทำโครงการศึกษากลไกและรูปแบบการสานพลังภาคียุทธศาสตร์ในการพัฒนาระบบสุขภาพ ตามกรอบธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๖๕ ซึ่งมีวิธีการวิจัยการศึกษาเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์เชิงลึกและอภิปรายกลุ่มภาคียุทธศาสตร์ 2 หน่วยงาน คือ 1. กลุ่มผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ของกระทรวงมหาดไทย ประเด็นรองรับสังคมสูงวัยใน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย นครสวรรค์ ขอนแก่น กาญจนบุรี ตรัง และสงขลา กระทรวงศึกษาธิการ ประเด็นธรรมนูญสถานศึกษาใน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดลำปาง เชียงราย เลย นครปฐม นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี


นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ในฐานะที่ปรึกษาและกรรมการ ให้ข้อเสนอว่า ในส่วนกระบวนการทำเชิงคุณภาพ เช่นการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ นั้นแนะนำว่าอยากให้มีข้อมูลฐานหลักในการสนับสนุนการสัมภาษณ์ เพื่อที่จะได้ข้อมูลที่ชัดเจน ที่ไม่ใช้ความรู้สึกในการประเมินผล

นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการ คสช. กล่าวว่า ในส่วนของการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. 2566 ผลลัพท์จากการจัดเวทีระดับพื้นที่ ทำให้เกิดการขับเคลื่อนแผนและมาระดับพื้นที่ ผ่านกลไกและการพัฒนาธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ระดับจังหวัด ที่มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การส่งเสริมสุขภาพและควบคุมโรคไม่ติดต่อในพระสงฆ์ ด้วยหลักสุขภาพปฐมภูมิและการมีส่วน ซึ่งมีกระบวนการเคลื่อนเป็นการทำงานเชิงระบบ และเสริมเรื่องข้อมูลที่เป็นแดชบอร์ดที่จังหวัดสามารถดูข้อมูลภาพรวม เพื่อนำข้อมูลไปบริหารจัดการและสามรถนำไปประเมินผลต่อได้

ทั้งนี้บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนในการดูแลสุขภาวะพระสงฆ์มีความสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ โดยมีแนวทางและบทบาทที่ชัดเจนดังนี้
1. บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ., เทศบาล และ อบต.)
ท้องถิ่นเป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงระบบบริการสาธารณสุขเข้ากับวัดในพื้นที่:
- การจับคู่ดูแล (1 วัด 1 โรงพยาบาล/รพ.สต.): ท้องถิ่นสนับสนุนให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จับคู่กับวัดในพื้นที่เพื่อดูแลสุขภาวะพระสงฆ์อย่างใกล้ชิด เช่น ในจังหวัดลำพูนมีการจับคู่ รพ.สต. 71 แห่ง กับวัดกว่า 400 แห่ง
- การตรวจคัดกรองและเฝ้าระวัง: สนับสนุนให้พระสงฆ์ได้รับการตรวจคัดกรองสุขภาพเพื่อค้นหาความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคไต
- การสนับสนุนงบประมาณ: ใช้กลไกกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือตำบล ในการจัดทำโครงการดูแลสุขภาพพระสงฆ์และจัดการปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ
- การบริหารจัดการข้อมูล: นำข้อมูลจาก Dashboard สุขภาวะพระสงฆ์มาใช้วิเคราะห์เพื่อวางแผนการใช้งบประมาณและทรัพยากรให้ตรงกับปัญหาในพื้นที่
- การผลักดันเชิงนโยบาย: บรรจุเรื่องสุขภาวะพระสงฆ์เข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัดและวาระการประชุมของสมาคมท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเชิงระบบทั่วประเทศ
2. บทบาทของชุมชนและภาคประชาสังคม
ชุมชนมีบทบาทในการอุปัฏฐากและสร้างความสัมพันธ์แบบเกื้อกูลกันตามหลัก "พระดูแลพระ พระดูแลชุมชน ชุมชนดูแลพระ":
- การอุปัฏฐากตามหลักพระธรรมวินัย: ญาติโยมและชุมชนมีหน้าที่ดูแลปรนนิบัติพระสงฆ์ โดยเฉพาะเมื่อท่านอาพาธ รวมถึงการดูแลด้านโภชนาการเพื่อป้องกันโรค NCDs
- การมีส่วนร่วมจัดทำกติกาชุมชน: ชุมชนร่วมกับคณะสงฆ์จัดทำธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ระดับพื้นที่หรือจังหวัด เพื่อกำหนดแนวทางการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่
- การสร้างเครือข่ายจิตอาสา (พระคิลาานุปัฏฐาก): สนับสนุนการฝึกอบรมพระสงฆ์ให้มีความรู้ในการดูแลกันเอง (ลักษณะคล้าย อสม. พระ) โดยชุมชนทำหน้าที่เป็นส่วนสนับสนุน
- การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการ: บางพื้นที่ชุมชนร่วมกันจัดตั้ง "กองบุญสุขภาวะพระสงฆ์" เพื่อเป็นสวัสดิการในการรักษาพยาบาลและดูแลพระสงฆ์ที่เจ็บป่วย


นางสุภัทรา สนิทสม ผู้แทนปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษา โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและสํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ที่ผ่านมาได้นำเสนอ นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการให้ทางศึกษาธิการ ภาค 2 ได้รับทราบเพื่อที่จะนำไปจัดทำแผนปฏิบัติราชการให้สอดคล้อง โดย เจตนารมณ์ที่ได้เรียน เชิญ ทาง สช. ไปร่วม พูดคุยในเรื่องของ ธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษา นั้น เพื่ออยาก ให้มองเห็นว่าเรามีเครื่องมือ นอก จากแผนปฏิบัติ ราชการ แล้ว เราสามารถใช้เครื่องมือนี้นำมาใช้โดยสามารถกำหนดให้เป็นแผน ในการดำเนินงานที่เป็นประโยชน์ และสามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ ให้ เกิดกับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปลูกฝัง ในเรื่องของการสร้างการรับรู้ การสร้างพลเมืองตื่นรู้ที่จะเรียนรู้ปัญหาและแก้ไขปัญหาได้

ทั้งนี้ได้มีการรายงานการสนับสนุนการจัดทําและขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพื้นที่: ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพภาคใต้ ประจําปี 2569 โดย นายกรฤทธิ์ ชุมนูรักษ์ ผู้ชํานาญการ สช. ซึ่งเป็นการสรุปบทเรียน "ถอดรหัสความสำเร็จ: กระบวนการสร้างธรรมนูญสุขภาพพื้นที่ 11" ซึ่งเป็นเครื่องมือในการสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม โดยมีประเด็นสำคัญแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก
1. แนวทางหลักในการขับเคลื่อน (Strategic Drivers)
เพื่อให้เกิดธรรมนูญสุขภาพที่ใช้งานได้จริง กระบวนการในพื้นที่ 11 เน้น 3 ด้าน:
- การวิเคราะห์และสร้างความร่วมมือ: เฟ้นหาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตัวจริง และทำให้ทุกคนตระหนักว่า "เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องใกล้ตัว" ไม่ใช่แค่หน้าที่ของหมอหรือพยาบาล
- การหนุนเสริมและสร้างความเชื่อใจ: ปรับบทบาทจากการสั่งการเป็นการ "อำนวยความสะดวก" (Facilitator) และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทีมทำงานในพื้นที่
- การขยายผลสู่ความยั่งยืน: พัฒนาให้ธรรมนูญสุขภาพมีชีวิต เติบโตต่อเนื่อง และเชื่อมโยงเข้ากับนโยบายสาธารณะอื่นๆ อย่างเป็นระบบ
2. ผลลัพธ์และข้อเสนอแนะเพื่ออนาคต (Outcomes & Recommendations)
สิ่งที่ได้จากกระบวนการนี้และการมุ่งไปข้างหน้า ประกอบด้วย:
- นโยบายแบบ Bottom-up ที่ทรงพลัง: เปลี่ยนจากแผนงานบนกระดาษ (ภาพฝัน) ให้กลายเป็นแผนที่ปฏิบัติได้จริงจากฐานราก
- เน้นคุณภาพและคุณค่าเป็นหลัก: ให้ความสำคัญกับกระบวนการเชิงคุณภาพที่ทำให้ทุกคนเห็น "คุณค่าร่วมกัน" มากกว่าเพียงแค่การทำตามตัวชี้วัดเชิงปริมาณ
- สังคมสุขภาวะที่ทุกคนปรารถนา: เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างสังคมที่เอื้อต่อสุขภาพที่ดี โดยมี "ท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพหลัก" ในการดูแลคนในพื้นที่
หัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้คือการเปลี่ยนจาก "การสั่งการจากบนลงล่าง" มาเป็นการสร้าง "กระบวนการมีส่วนร่วมจากล่างขึ้นบน" โดยใช้ความเชื่อใจและการมองเห็นคุณค่าร่วมกันเป็นตัวเชื่อม


