นักวิชาการชี้ไทยมีสารทดแทนไร่ใยหินแล้ว ไม่ต้องเสี่ยงอันตรายเป็นมะเร็ง

    นักวิชาการชี้ไทยมีสารทดแทนไร่ใยหินแล้ว ไม่ต้องเสี่ยงอันตรายเป็นมะเร็ง  ด้าน คสช.ชงมาตรการสังคมไทยไร้แร่ใยหินเลิกใช้ภายใน ปี 2555 จ่อคิวเข้าครม.พรุ่งนี้
 
   นักวิชาการย้ำชัดไทยมีสารทดแทนเแร่ใยหินใช้แล้ว แถมคุณสมบัติและราคาเทียบเท่ากันจนไม่เป็นอุปสรรคต่อการนำไปใช้ ขณะที่การรณรงค์เลิกใช้แร่ใยหินเริ่มเห็นผลในภาคธุรกิจและประชาชน เพราะต่างตระหนักถึงอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ส่วนการเลิกใช้ถาวรกระทรวงอุตสาหกรรมระบุทำได้จริง แต่ต้องอาศัยเวลาเหมือนเลิกใช้สาร CFC ในตู้เย็น
 
          
 
   วันนี้ (11 เมษายน 2554) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดแถลงข่าว เรื่อง "สังคมไทยไร้แร่ใยหิน ทางออกหรือทางตัน" เพื่อรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 3 เรื่องมาตรการทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหิน ก่อนเรื่องจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) พรุ่งนี้
 
   นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า หลังจากที่สมาชิกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 3 พ.ศ.2553 จำนวน 182 กลุ่มเครือข่าย มีมติเห็นชอบ “มาตรการทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหิน” พร้อม “ยุทธศาสตร์การทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหิน” โดยขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมประกาศควบคุมแร่ใยหินที่เป็นวัตถุดิบ (ไครโซไทล์) ให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 อย่างเร่งด่วน ภายในปี 2554 ซึ่งมีผลให้ห้ามมิให้มีการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง และให้เวลาหน่วยงานรัฐและภาคธุรกิจเอกชนปรับตัวประมาณ 2 ปี โดยมีเป้าหมายว่าประเทศไทยจะสามารถยกเลิกการนำเข้า ผลิต และจำหน่ายแร่ใยหินและผลิตภัณฑ์ที่มีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบทุกชนิดได้ในปี 2555 ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(คสช.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้เห็นชอบมติดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 25 ก.พ.2554 และจะเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เพื่อขอความเห็นชอบในวันที่ 12 เมษายนนี้
 
          
 
   นายแพทย์อำพลกล่าวต่อว่า ความคืบหน้าในการดำเนินงานตามยุทธศาตร์ทั้ง 4 ข้อ พบว่าขณะนี้มีภาครัฐ ภาคประชาชน รวมถึงภาคธุรกิจ ร่วมใจกันช่วยให้สังคมไทยปลอดภัยไร้แร่ใยหิน เช่น บริษัทผลิตกระเบื้องหลายแห่งได้หยุดใช้แร่ใยหินและใช้สารทดแทนมาระยะหนึ่งแล้ว กระทรวงสาธารณสุขเองได้ใช้วัสดุไร้แร่ใยหินในการก่อสร้างอาคารที่ออกแบบโดยกองแบบแผนมาตั้งแต่ปี 2549 และเครือข่ายผู้บริโภคใน 27 จังหวัดก็ได้รณรงค์อันตรายของแร่ใยหินกันอย่างจริงจัง
 
    “ผมอยากบอกว่าการรณรงค์เลิกใช้แร่ใยหินนั้น ไทยไม่ได้ริเริ่มทำอยู่ประเทศเดียว แต่ในต่างประเทศเขามีการรณรงค์เลิกใช้แร่ใยหินทุกชนิดมานานกว่า 30 ปี ขณะที่ไทยเป็นประเทศที่นำเข้าแร่ใยหินมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และไม่ได้มีแร่ใยหินเป็นฐานทรัพยากรของตัวเอง เมื่อทราบว่าแร่ใยหินเป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมแล้ว ก็ควรจะเลิกใช้อย่างจริงจัง เพราะปัจจุบันก็มีสารทดแทนแร่ใยหินใช้อย่างแพร่หลาย ฉะนั้นผลิตภัณฑ์ใด ๆ ที่สามารถใช้สารทดแทนได้ ก็ควรมีกฎหมายห้ามผลิตโดยใช้แร่ใยหินเป็นส่วนประกอบ และห้ามนำเข้าแร่ใยหินเข้ามาในประเทศอย่างเด็ดขาด เพื่อเป็นการปูทางให้สังคมบรรลุการเป็นประเทศที่ไร้แร่ใยหินโดยเร็ว ส่วนผลิตภัณฑ์ใดที่ยังไม่สามารถคิดค้นสารทดแทนมาใช้แทนได้ก็อนุโลมไว้ก่อนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบโดยกว้าง นอกจากนี้ หาก ครม.พิจารณาเห็นชอบในเรื่องดังกล่าว ก็จะเป็นการสร้างความชัดเจนให้แต่ละหน่วยงานว่าต้องทำอะไรอย่างไรบ้าง เพราะเรื่องนี้ช้าไม่ได้ เนื่องจากในความเป็นจริงแม้จะควบคุมในเรื่องการนำเข้าและการผลิต แต่ภาคปฏิบัติการนำไปใช้อย่างปลอดภัยเป็นไปได้ยาก และมีความเสี่ยงสูงกับการตายผ่อนส่งด้วยแร่ใยหินที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอด” เลขาธิการ สช.ระบุ
 
          
 
   ด้าน รศ.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้จัดการแผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองประธานคณะทำงานวิชาการเฉพาะประเด็นของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เล่าถึงความคืบหน้าในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหินว่า ทั้ง 4 ยุทธศาสตร์ ที่ทำตามข้อได้แก่ ยุทธศาสตร์การส่งเสริม สนับสนุนการใช้สารทดแทนที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ รวมทั้งการบริหารจัดการเพื่อควบคุม ลดและเลิกใช้แร่ใยหินนั้น ขณะนี้มีผู้ประกอบการหลายรายให้ความร่วมมือในการลดและเลิกใช้แร่ใยหินในการผลิต เช่น SCG และกลุ่ม มหพันธ์ เลิกใช้แร่ใยหินในการผลิตกระเบื้องมุงหลังคา บริษัทสร้างบ้านจัดสรรก็ยกเลิกเช่นกัน เช่น การเคหะแห่งชาติ ศุภาลัย นอกจากนี้ในส่วนของผลิตภัณฑ์ผ้าเบรกรถยนต์ก็ตื่นตัวในเรื่องนี้ โดยปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัทผลิตผ้าเบรกที่ไม่ใช้แร่ใยหินร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประสงค์เปลี่ยนผ้าเบรกไร้แร่ใยหินให้ฟรีกับรถขนส่งมวลชนในเมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อให้พัทยาเป็นเมืองปลอดแร่ใยหิน นอกจากนี้ ยังขอเปลี่ยนให้ TAXI ใน กทม. หลักหมื่นคันด้วย
 
   ยุทธศาสตร์การเผยแพร่ความรู้และประชาสัมพันธ์ให้สาธารณชนรับรู้ถึงภัยอันตรายจากแร่ใยหิน ขณะนี้ คคส. กับสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ลงพื้นที่โรงเรียน หมู่บ้าน ชุมชน เพื่อให้ประชาชนรับรู้ถึงภัยอันตรายจากแร่ใยหินผ่านกิจกรรมต่าง ๆ และยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและติดตามกลุ่มเสี่ยงทางด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการวินิจฉัยโรค ทางกรมการแพทย์ก็จัดทำระบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับการเฝ้าระวังและวินิจฉัยโรคที่เกิดจากแร่ใยหิน ด้วยการประกาศให้ปีนี้เป็นปีแห่งการค้นหาผู้ป่วยที่เคยสัมผัสหรือใช้แร่ใยหิน
 
          
 
   "ส่วนยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวกับการยกเลิกการใช้และป้องกันอันตรายโดยมาตรการทางกฎหมาย อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาตราการโดยเร็ว เพราะหากล่าช้าเกินไปอาจเกิดการกักตุนสินค้าเพื่อผลิตไว้ขายได้ในอนาคต และส่งผลให้เกิดปัญหาลุกลาม เช่น จำนวนผู้ป่วยจากแร่ใยหินเพิ่มมากขึ้น ทำให้ระบบประกันสุขภาพต้องรับภาระมากขึ้น เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลอยู่หลักแสนบาทต่อคน และขณะนี้ทราบด้วยว่ามีอุตสาหกรรมผลิตท่อแร่ใยหินขนาดเล็กในต่างจังหวัดจำนวนมาก ยังไม่ตระหนักถึงอันตรายของแร่ใยหินและมีการโฆษณาชวนเชื่อว่าผลิตภัณฑ์มีความทนทาน พร้อมกับออกโฆษณาทางอินเตอร์เน็ต" รศ.ดร.วิทยากล่าว พร้อมให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ไร้แร่ใยหินว่า หากเทียบกับความปลอดภัยเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมแล้วถือว่าคุ้ม เพราะจำนวนเงินที่จ่ายมากขึ้นคิดเป็นร้อยละ 10 เท่านั้น และหากต้องการให้ราคาลดลงเทียบเท่ากับสินค้าที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ต้องรณรงค์ให้คนไทยใช้ผลิตภัณฑ์ไร้แร่ใยหินมากขึ้นซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาด
 
   ขณะที่นายศักดิ์ชัย ยวงตระกูล อุปนายกคนที่ 1 สภาสถาปนิก กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตสารทดแทนแร่ใยหินมีการพัฒนาไปมาก และมีการผลิตสารทดแทนแร่ใยหินที่ปลอดภัยกว่าและมีประสิทธิภาพทัดเทียมกันมาใช้หลายชนิด โดยสารทดแทนแต่ละชนิดจะเหมาะกับชนิดผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน โดยประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วนำไปใช้มานานกว่า 30 ปี ประเทศไทยเองก็มีการผลิตวัสดุก่อสร้างที่ปราศจากแร่ใยหินมาไม่น้อยกว่า 10 ปีเช่นกันในกลุ่มไม้สังเคราะห์ สำหรับกระเบื้องไฟเบอร์ซีเมนต์มุงหลังคามีการผลิตโดยไม่ใช้แร่ใยหินนานกว่า 3 ปีแล้ว ซึ่งคุณสมบัติและความแข็งแรงเป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรม จึงเป็นการดีหากสังคมจะหันมาใช้และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ปลอดแร่ใยหิน จากข้อมูลการวิจัยยังพบด้วยว่า ผู้บริโภคกว่า 80% พร้อมจ่ายเงินเพิ่มในการซื้อวัสดุสร้างบ้านที่ปลอดแร่ใยหิน หากทราบว่าผลิตภัณฑ์ผสมแร่ใยหินนั้น ๆ เป็นสารก่อมะเร็งอันตรายต่อสุขภาพ
 
   “เชื่อไหมว่าทุกวันนี้ประเทศไทยยังใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแร่ใยหินเป็นส่วนผสมจำนวนมาก อย่างท่อน้ำประปาก็ยังใช้อยู่ด้วยเหตุผลว่าราคาถูกที่สุด แต่ไม่มีใครรู้ว่าพอถึงระยะเวลาเสื่อมสภาพแร่ใยหินก็จะหลุดลอกออกมา อย่างหลังคาอยู่ได้ราว 5 ปี ท่อน้ำประปาอยู่ได้แค่ 10 ปี แล้วประชาชนก็ได้รับความเสี่ยงตรงนี้ ไม่นับรวมถึงภาคการผลิตและการนำผลิตภัณฑ์ที่มีแร่ใบหินไปใช้ในการก่อสร้าง ที่ไม่สามารถควบคุมความปลอดภัยของคนงานและสถานประกอบการได้ ผมจึงสนับสนุนไทยเป็นสังคมไร้แร่ใยหิน แม้ว่าการริเริ่มจะไม่เห็นผลชัดเจนในวันนี้ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เริ่มอะไรเลย” อุปนายกคนที่ 1 สภาสถาปนิกแสดงความเห็น
 
          
 
   นางสมศรี สุวรรณจรัส นักวิทยาศาสตร์เชี่ยวชาญ สำนักควบคุมวัตถุอันตราย กรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวยืนยันว่า ทางกระทรวงไม่ได้นิ่งนอนใจต่อมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติฯ เพียงแต่อยู่ในขั้นตอนรวบรวมข้อมูลเพื่อหาจุดสมดุลในการลดและเลิกการใช้แร่ใยหินในภาคอุตสหกรรม เพราะหากสั่งให้เลิกใช้แร่ใยหินในทันที อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งการเลิกจ้างงานและการปิดกิจการในธุรกิจขนาดเล็กกว่า 200 ราย โดยปัจจุบันมีบริษัทนำเข้าแร่ใยหินไครโซไทล์ทั้งสิ้น 300 กว่าราย ในจำนวนนี้นำเข้าเป็นแบบวัตถุดิบ 8 ราย และมีผู้ประกอบการใช้แร่ใยหินผลิตสินค้าจำนวน 254 ราย อย่างไรก็ตาม หลังจากปรึกษากับกระทรวงพาณิชย์ถึงแนวทางในการจัดการเรื่องนี้ ได้ทางออกด้วยการจัดการแบบค่อยเป็นค่อยไป ด้วยการสร้างแรงจูงใจว่าวันหนึ่งจะมีการประกาศห้ามไม่ให้นำเข้าแร่ใยหิน และกระตุ้นให้ภาคธรุกิจเร่งสาหารทดแทนโดยเร็ว เพื่อไปสู่เป้าหมายเลิกใช้มากกว่าจะให้เลิกใช้ในทันที ทั้งนี้หากบริษัทใดทำได้เร็วก็จะเป็นคุณ เพราะในปี 2558 ประชาคมอาเซียนเกิด ทุกอย่างจะเป็นหนึ่งเดียวใช้กฎเดียวกัน และในหลายประเทศแถบอาเซียนก็เลิกใช้แร่ใยหินแล้ว
 
   “อย่าลืมว่าหากควบคุมแร่ใยหินไครโซไทล์ให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 นั่นหมายความว่าใครก็ครอบครองไม่ได้ ผลิตหรือนำเข้าส่งออกก็ไม่ได้ แต่ในสภาพความเป็นจริงแร่ใยหินและผลิตแร่ใยหินก็ยังมีค้างอยู่ในตลาด แล้วจะออกกฎให้มีข้อยกเว้นสำหรับกฎหมายแล้วทำได้ยาก ถ้ายกเว้นได้จริงก็จะเกิดคำถามอีกมากมาย ฉะนั้น การให้เลิกใช้แร่ใยหินจำเป็นต้องอาศัยเวลา อย่างการเลิกใช้สาร CFC ในตู้เย็นที่ใช้ในครัวเรือนก็ใช้เวลาเกือบ 10 ปี ซึ่งในส่วนนี้รัฐต้องใช้เทคนิคต่าง ๆ เข้ามาช่วยผู้ประกอบการ จนคิดว่าภาคอุตสาหกรรมทำได้ด้วยตัวเองจึงได้ประกาศยกเลิกใช้สารดังกล่าว ซึ่งคิดว่าเรื่องสำคัญที่ควรทำเป็นอันดับแรกในรณรงค์ให้ประเทศไทยไร้แร่ใยหินก็คือ การควบคุมและสร้างมาตรฐานที่ดีในโรงงานที่ใช้แร่ใยหินเป็นวัตถุดิบ จะช่วยเซฟสุขภาพของผู้ที่สัมผัสโดยตรงอย่างพนักงาน มากกว่ามาเริ่มที่ผู้บริโภค เพราะผลิตภัณฑ์ที่ใช้แร่ใยหินเป็นส่วนประกอบ ถ้าไม่ทำให้แตกละเอียดเป็นผง โอกาสที่เส้นใยจะหลุดออกมามีน้อยมาก” นางสมศรีกล่าว
 
   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในประเทศไทยเริ่มพบผู้ป่วยมะเร็งเยื้อหุ้มปอดเมโสเทิลิโอมา (Mesothelioma) อันมีสาเหตุมาจากแร่ใยหินบ้างแล้ว แต่โรคดังกล่าวตรวจพบได้ยากเพราะกว่าโรคจะกำเริบใช้เวลานาน 20-30 ปี และผลวิจัยยังระบุอีกว่า จากปริมาณนำเข้าแร่ใยหินกว่าแสนตันต่อปีในระยะ 30 ปีที่ผ่านมา คาดการณ์ได้ว่าจะมีผู้ป่วยมะเร็งเยื่อหุ้มปอดประมาณ 1,295 รายต่อปีในอนาคตอันใกล้ ขณะที่สำนักข่าวบีบีซี ประเทศอังกฤษรายงานถึงผลกระทบด้านสุขภาพจากแร่ใยหินว่า ในปี 2553 มีนักเรียนกำลังตกอยู่ในอันตรายจากแร่ใยหิน เพราะจากการประมาณการพบว่าโรงเรียนในอังกฤษกว่า 75% ใช้วัสดุที่มีแร่ใยหินในการก่อสร้าง และครูจำนวน 178 คน เสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับแร่ใยหิน สำหรับประเทศไทย.

งานสื่อสารทางสังคม สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) 02-590-2307